เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2565 ผมได้ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “นักสู้ … อานันท์: กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง” ซึ่งชวนให้คิดถึงคนที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ และต้องเผชิญมรสุมชีวิตด้วยเหตุแห่งการเมือง สองคนที่ผมคิดถึงคือปรีดี พนมยงค์ และป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ถูกกระทำให้ต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดนจนวาระสุดท้าย แต่นักสู้ชื่ออานันท์ มีโอกาสทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกหลังจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมในช่วง “ขวาพิฆาตซ้าย”
ในปี 2518 ประเทศตกอยู่ในอันตรายของการชักศึกเข้าบ้าน การหวังพึ่งพาว่าสหรัฐอเมริกาจะมาช่วยหากถูกรุกรานก็เป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐฯเพิ่งแพ้สงครามเวียดนาม การหวังพึ่งพากองทัพไทยก็ไม่แน่ใจในความแข็งแกร่ง วิธีที่ดีที่สุดน่าจะเป็นไม่ต้องทำสงคราม ใช้สันติวิธีหรือวิธีทางการทูตนั่นเอง ในช่วงเวลานั้น นักการทูตของไทยคนหนึ่ง ผู้มีประสบการณ์และมีความสัมพันธ์กับนักการทูตของประเทศตะวันตกและประเทศสังคมนิยมอย่างดี คือท่านทูตอานันท์นั่นเอง เรื่องเล่าต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการเก็บความจากหนังสือ “นักสู้ … อานันท์” มาเล่าต่อ จึงขออนุญาตไว้ในที่นี้ด้วย
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ด้วยคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพียง 18 เสียง สามารถรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม รัฐบาลแถลงว่าจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตขั้นปกติกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ภัยคุกคามได้ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก เขมรแดงบุกยึดกรุงพนมเปญสำเร็จเมื่อวันที่ 18 เมษายน ตามด้วยการบุกยึดกรุงไซง่อนโดยเวียดกงในอีกสองสัปดาห์ ซึ่งนำไปสู่การรวมเวียดนามเหนือและใต้เป็นหนึ่งเดียวกันจนทุกวันนี้ หลังชัยชนะเพียงสองสัปดาห์ เวียดกงส่งคณะผู้แทนมาเยือนไทย เพื่อทวงคืนเครื่องบินรบที่ถูกนำมาจอดในประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงใช้วิธีการทางการทูต โดยตกลงว่าเรื่องนี้จะมีการเจรจากันต่อไป
ขณะนั้น ท่านทูตอานันท์เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านั้นเคยเป็นผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ อีกทั้งเป็นผู้กรุยทางเชื่อมความสัมพันธ์กับนักการทูตจีนมาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2514 ทั้งที่นิวยอร์กและที่ออตตาวา (ขณะดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำคานาดา) จึงถูกเรียกตัวมา “ปรึกษาข้อราชการ” ที่กระทรวง เพราะโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะให้การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจีน และการเจรจาถอนฐานทัพสหรัฐฯออกจากไทยเป็นไปอย่างราบรื่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ) ได้มอบหมายให้ท่านทูตอานันท์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปเจรจากับรัฐบาลจีน การเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ จึงไปเยือนปักกิ่ง เพื่อลงนามในแถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยมีนายกรัฐมนตรีจีน (โจวเอิ่นไหล) ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2518
รัฐบาลยังมีนโยบายในการสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังจากการขึ้นมามีอำนาจของเขมรแดงได้ไม่นาน กัมพูชาได้ติดต่อกับคณะผู้แทนไทยประจำสหประชาชาติ เพื่อขอเชื่อมความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2518 เอียง สารี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการต่างประเทศได้มาเยี่ยมประเทศไทยและลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสอง
ข้ามปีมาถึงเดือนเมษายน 2519 มีการเปลี่ยนรัฐบาล โดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ และพิชัย รัตตกุลได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแทนพลจัตวาชาติชาย พิชัยมีนโยบายที่จะมีสัมพันธไมตรีกับลาวและเวียดนาม และมีกุศโลบายที่จะเริ่มผูกไมตรีกับลาวก่อนเพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่า จึงได้เดินทางไปเวียงจันทน์พร้อมปลัดกระทรวงและทีมงาน การเจรจากับลาวประสบความสำเร็จดังปรากฏในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2519 พร้อมทั้งตกลงกันด้วยว่า ประชาชนของทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะใช้แม่น้ำโขงเพื่อสัญจรไปมาและทำมาหากิน
พิชัยและคณะจึงเดินทางต่อเนื่องไปยังประเทศเวียดนามทันที และได้เข้าร่วมเจรจากันรวม 2 รอบ จึงตกลงกันที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตก่อน ซึ่งจะเป็นช่องทางการเจรจาปัญหาอื่น ๆ กันต่อไปในภายหลัง ข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ลงนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 ยึดหลัก 4 ประการคือ 1) การเคารพเอกราชและอธิปไตย 2) การไม่ยินยอมให้มีฐานทัพต่างชาติ (ซึ่งไทยเพิ่งทำสำเร็จดังจะกล่าวต่อไป) 3) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม 4) การร่วมมือระดับภูมิภาค (มุ่งหมายถึง ASEAN)
ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับลาวและเวียดนาม ไทยคิดว่าต้องจัดการกับปัญหาการมีฐานทัพสหรัฐฯในไทยก่อน ดังนั้น ในฐานะเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ อานันท์จึงได้รับมอบหมายจากกระทรวงฯให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการทบทวนข้อตกลงที่ไทยได้ทำไว้กับสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อสงครามเวียดนามได้เสร็จสิ้นลง เหตุผลที่เคยสนับสนุนการมีกองกำลังสหรัฐฯในประเทศไทยก็หมดไปด้วย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2518 จึงมีการแถลงข่าวร่วมว่า ไทยกับสหรัฐฯตกลงที่จะเริ่มเจรจาถอนกำลังทหารและอาวุธออกจากไทย ต่อมา อานันท์ได้มีหนังสือในฐานะทูต ยืนยันการถอนฐานทัพสหรัฐทั้งหมดภายใน มีนาคม 2519
เมื่อเดือนสิงหาคม 2518 กระทรวงฯได้สั่งให้ทูตอานันท์ (ซึ่งไม่ค่อยเต็มใจนัก ด้วยเหตุผลทางหน้าที่การงานและส่วนตัว) กลับมารับราชการในฐานะปลัดกระทรวง สหรัฐฯเริ่มถอนกองกำลังทางอากาศเป็นส่วนใหญ่เมื่อต้นปี 2519 เหลือเพียงฐานทัพ 3 แห่งในภาคอีสาน ฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่อู่ตะเภา สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ซึ่ง ณ เวลานั้นได้ถอนออกไปแล้ว เหลือแต่เครื่องบินตรวจการ 300 ลำ และบุคลากรทางการทหาร 27,000 คน
กระทรวงการต่างประเทศมีความประหลาดใจที่ค้นพบว่า มีโครงการรามสูรตั้งอยู่ในเขตหวงห้ามแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี สำหรับดักฟังข่าวกรองด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด เขตหวงห้ามนี้แม้แต่คนไทยก็เข้าไปไม่ได้ และได้ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯล้วน ๆ มา 10 กว่าปีแล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากการลงนามในข้อตกลงที่ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุด ระหว่าง รมช. กระทรวงกลาโหมกับเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ โดยไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี กระทรวงฯจึงยืนยันว่า ต้องเลิกสถานีดักฟัง ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯไม่พอใจ กระนั้นก็ยอมปิดโครงการรามสูรพร้อมกับการถอนกองกำลังสหรัฐภายในกรกฎาคม 2519
เรื่องที่ทหาร โดยเฉพาะผู้ที่ชอบพอกับสหรัฐฯไม่พอใจคงมีอีกหลายเรื่อง เช่น การเปลี่ยนกติกาการเข้าพบนายกรัฐมนตรีให้เป็นตามแบบอย่างสากล คือให้ยื่นเรื่องผ่านกระทรวงการต่างประเทศก่อน เพื่อจะได้ตรวจสอบ นักการทูตจะขอเข้าพบเรื่องอะไร และจะได้ส่งคนไปจดบันทึก ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายเรื่อง แต่เรื่องสำคัญที่ทำให้ขุ่นเคืองใจมากคือการผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านและการถอนฐานทัพสหรัฐฯ ดังนั้น เรื่องที่ควรมองว่าเป็นประโยชน์แก่ประเทศ กลับถูกมองว่าเป็นโทษไปเสียแล้ว คล้ายกับเป็นการทำคุณบูชาโทษ โทษมาถึงเมื่อมีการรัฐประหาร ท่ามกลางความหวาดกลัวแบบผิด ๆ ตามทฤษฎีโดมิโน
ในสมัยของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร มีการตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้น มีสมาชิกจำนวน 340 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร โดยมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารบกเป็นเลขาธิการ ขณะที่รอการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก็ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนรัฐมนตรีไปพลางก่อน เมื่อปลัดอานันท์รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอยู่ได้ 2 สัปดาห์ ก็มีคำสั่งสภาปฏิรูปแผ่นดินให้พักราชการปลัดอานันท์ โดยข้อหา 2 ประการคือ 1) เปิดเผยความลับทางราชการให้แก่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา 2) มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยฝักใฝ่และส่งเสริมการเปิดสัมพันธไมตรีกับประเทศคอมมิวนิสต์
คุณหญิงสดศรี ปันยารชุนภรรยาปลัดอานันท์ถึงกับช็อกเมื่อทราบข่าวการพักราชการ การกระทบกระเทือนทางจิตใจทำให้ล้มป่วย ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในทันที นานถึง 4 เดือน ปลัดอานันท์ถึงกับบ่นว่า ภรรยาและลูกสาว 2 คนไม่เกี่ยว แต่ก็พลอยทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสไปด้วย
คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนตามข้อหาการพักราชการของปลัดอานันท์ ได้รับเรื่องมาพิจารณาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2519 และกว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จก็ถึงกลางเดือนมกราคม 2520 จึงพร้อมที่จะวินิจฉัย สรุปว่าทุกข้อหาไม่มีหลักฐานยืนยัน ทุกคนที่รู้เรื่องการทูตคงทราบดีว่า การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น ถ้ารัฐบาลไม่สั่ง ข้าราชการประจำจะไม่สามารถกระทำได้ ส่วนข้อหาเปิดเผยความลับก็ไม่เป็นจริง
ในระหว่างที่ทูตอานันท์ได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นทูตที่ประเทศเยอรมันตะวันตก สุขภาพของคุณหญิงสดศรีไม่ค่อยดีนัก เมื่อได้รับการประสานงานจากอำนวย วีรวรรณที่เดินทางผ่านไปที่ประเทศเยอรมันพร้อมกับประธานบริษัทสหยูเนียนในปลายปี 2521 อานันท์จึงตัดสินใจลาออกจากราชการในต้นปี 2522 ไปเป็นรองประธานบริษัทสหยูเนียน และประสบความสำเร็จ ได้เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา
อานันท์และภรรยาได้รับบาดแผลทางใจ (trauma) จากการถูกกระทำอันไม่ยุติธรรม ภรรยาตอบสนองโดยการล้มป่วย เท่ากับถูกกระทำซ้ำสอง ส่วนอานันท์กล่าวกับลูกสาวว่า “พ่อให้อภัยแล้ว” เขาเป็นนักสู้ผู้ลุกขึ้นมาใหม่ พร้อมเปิดรับที่จะเรียนรู้จากวิชาชีพใหม่คือการบริหารงานธุรกิจ กอปรกับประสบการณ์จากการรับราชการ ทำให้รู้จักผู้คนอย่างกว้างขวาง รู้จักสังเกต รู้จักใช้คน รู้จักรับผิดและรับชอบ ไม่เก็บเรื่องมาครุ่นคิดขุ่นเคือง จิตใจแจ่มใสตรงไปตรงมา นับเป็นบุคคลที่เหมาะสมในหลากหลายสถานการณ์รวมทั้งในการบริหารราชการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ช่วยให้สังคมก้าวหน้าไปท่ามกลางขวากหนามของอวิชชา
เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ที่ได้รับบาดแผลทางใจจากการกระทำที่ตนมองว่าไม่เป็นธรรม จะตอบโต้ วิธีตอบโต้มีตั้งแต่การยอมทนกับบาดแผล บางทีล้มป่วยหรือโทษตัวเอง ส่วนการตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงก็มี แต่น้อยครั้งที่ผู้ถูกกระทำจะผงาดขึ้นมาใหม่ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างอย่างในกรณีของอดีตนายกฯอานันท์ ในกรณีการตอบโต้ด้วยความรุนแรงนั้น ผู้ที่กระทำเขาจนเกิดบาดแผลทางใจมักจะสรุปว่า “ใช่เลย” การทำให้เกิดบาดแผลนั้นเป็นธรรมแล้ว เพราะเขาผู้นั้นนิยมความรุนแรง ไม่รู้ภาษาอะไรนอกจากภาษาแห่งความรุนแรง แล้ววัฏจักรแห่งความรุนแรงก็จะผลิตซ้ำต่อเนื่องไป สร้างบาดแผลทางใจ ตอบโต้อย่างรุนแรง “ใช่เลย” ต้องปราบปรามด้วยความรุนแรงต่อไป ผลิตซ้ำบาดแผลและการตอบโต้ต่อ ๆ ไป
ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงครั้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อไม่นานมานี้ ในปี พ.ศ. 2544 มีเหตุการณ์นำเครื่องบินโดยสารสองลำพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ มีผู้เสียชีวิตร่วม 3,000 คน ถ้ามองว่าเป็นเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นแบบเหตุการณ์เดี่ยว ก็อาจสรุปได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ของผู้วิกลจริต วิธีการเดียวที่จะทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คือการตามล่าผู้ก่อเหตุที่วิกลจริตกลุ่มนั้น ไม่ว่าจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน รวมทั้งก่อสงครามกับประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่คนกลุ่มนี้ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงชวนพันธมิตรนาโต้ไปทำสงครามที่อัฟกานิสถาน ทำสงครามอยู่ 20 ปี มหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็นฝ่ายแพ้ (แม้ไม่ยอมรับ) การก่อการร้ายยังดำเนินต่อไปในที่อื่น ๆ แต่ถ้ามองว่าเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้วนั้น ต้องมีที่มาจากความโกรธแค้นแสนสาหัส จากผู้ที่ได้รับบาดแผลทางใจจากการกระทำที่ตนเห็นว่าไม่ยุติธรรม ก็ควรถามว่า ใครทำอะไรกับคนกลุ่มนี้ เขาตอบโต้เรื่องอะไร ไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไร ทำไมจึงโกรธแค้นเช่นนี้ แล้วจึงพยายามแก้ที่สาเหตุ คนที่ตั้งคำถามเช่นนี้ อาจมีพวกเด็ก ๆ ที่ถูกมองว่าไม่รู้ประสีประสา แต่อย่างผมที่แก่แล้ว คงถูกมองว่าเป็นพวกชอบเข้าข้างคนผิด จึงขอแก้ต่างนิดเดียวว่า ผมขอประณามผู้ก่อการร้ายกรณีอาคารเวิร์ลเทรดอย่างเต็มที่ การกระทำนั้นผิดแน่นอน กระนั้น ยังควรตั้งคำถามที่มุ่งหาสาเหตุอยู่ดี
ในปีที่สองถัดจากเหตุการณ์อาคารเวิร์ลเทรด (ปี 2546) สหรัฐฯตัดสินใจบุกประเทศอิรัก ด้วยไม่ชอบการกระทำที่โหดร้ายของซัดดัม ฮุสเซน จึงยัดเยียดข้อหาว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ (ข้อหานี้เป็นจริงในกรณีของอิสราเอล แต่เขาว่าไม่เหมือนกัน) สงครามอิรัก-สหรัฐจบลงอย่างเร็ว โดยซัดดัมถูกฆาตกรรม บางคนคงสะใจ บางคนมองว่าไม่เป็นธรรม สิบเก้าปีผ่านไป อิรักยังไม่สงบ สงครามย่อย ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะยังคงมีความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองอันเป็นสาเหตุ สงครามย่อย ๆ ได้สร้างบาดแผลทางใจและการตอบโต้ต่อไป โดยไม่มีมหาอำนาจไหนจะยอมรับว่าตนมีส่วนต้องรับผิด
ในปีถัดจากการบุกอิรัก มีเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเรา คือที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรและใช้วิธีการปราบปราม “ตามกฎหมาย” มากว่าสิบแปดปีแล้ว ยังไม่สามารถยุติวัฏจักรแห่งการสร้างบาดแผลทางใจและการตอบโต้อย่างรุนแรงได้ ยังมีการปิดล้อมตรวจค้นกับการวิสามัญฆาตกรรม “ที่จำเป็น” และการก่อเหตุรุนแรงโดยฝ่ายขบวนการอยู่เนือง ๆ การพูดคุยเจรจายังไม่ลงลึกถึงสาเหตุและการแก้ไขที่สาเหตุ
ในปี 2554 เกิดสงครามกลางเมืองที่ซีเรีย สหรัฐฯนำขบวนสนับสนุนกองกำลังประชาธิปไตยแห่งซีเรีย (the Syrian Democratic Forces (SDF)) โดยมีอังกฤษ ฝรั่งเศส ตุรกี คานาดา ออสเตรเลีย เป็นต้น ให้การสนับสนุน ส่วนรัสเซียสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย สถานการณ์ยุ่งเหยิงขึ้นเมื่อกองกำลัง ISIS (รัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย) เข้ายึดครองส่วนหนึ่งของอิรักและซีเรีย สหรัฐฯและพันธมิตรจึงจัดลำดับความสำคัญใหม่ ให้ความสำคัญแก่การปราบปราม ISIS มากกว่าการล้มรัฐบาลซีเรีย สงครามกลางเมืองทำให้เกิดความเสียหายในเชิงวัตถุและต่อมนุษย์ มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ผู้ลี้ภัย ผู้ย้ายถิ่น ฯลฯ จำนวนมากสุดประมาณ การสร้างบาดแผลทางใจยังดำเนินอยู่ต่อไป และการตอบโต้ก็เช่นกัน หาฝ่ายที่ยอมรับผิดไม่ได้เช่นเคย
อาจกล่าวได้ว่าสงครามยูเครน-รัสเซีย เริ่มต้นด้วยการบุกยึดไครเมียโดยรัสเซียในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ตามด้วยการส่งกองทหารรัสเซียเข้ายึดครองสี่จังหวัดในภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครนเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สุดท้ายมีการลงประชามติด้วยคะแนนเสีย
ท่วมท้นของประชาชนในพื้นที่เพื่อขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งทั้งสองสภาของรัสเซียเห็นชอบด้วย แต่สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติยืนยันเอกราชและบูรณภาพของดินแดนของยูเครน โดยมีประเทศ 143 ประเทศเห็นชอบด้วย 4 ประเทศไม่เห็นชอบ ที่เหลือไม่ออกเสียงหรือไม่ลงคะแนน ถ้าถามว่ารัสเซียทำถูกไหมในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ คะแนนเสียงข้างต้นคงชัดเจนแล้วว่าทำไม่ถูก เราไม่ควรสนับสนุนการกระทำของรัสเซีย แต่เรายังควรตั้งคำถามอยู่ดีว่า ทำไมรัสเซียจึงทำเช่นนั้น และทำอย่างไรจึงจะหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันระหว่างรัสเซียและยูเครน (ตอบโจทย์ของทั้งสองประเทศได้) หรือว่าจะยอมให้ความทุกข์ยากของประชาชนทั้งสองประเทศดำเนินต่อไป จนกว่าจะแพ้ชนะเด็ดขาดทางการทหาร
เหตุการณ์ยิงกราดที่หนองบัวลำภูเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง มีผู้เสียชีวิต 37 ราย เป็นเด็ก 23 ราย ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดแก่ผู้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งร้ายแรงพอ ๆ กับการยิงกราดที่โคราชในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 31 ราย หนังสือพิมพ์มติชนลงวันที่ 9 ตุลาคม มีรายงานการยิงกราด ย้อนหลังไปดังนี้ ในปี 2565 มีเหตุการณ์ยิงกราดที่มณทลเจียงซี ประเทศจีน, เมืองยูวาลเด มลรัฐเทกซัส, แคว้นอุลยานอฟสต์ ประเทศรัสเซีย; ในปี 2564 มีเหตุการณ์ยิงกราดที่บราซิล และที่เมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน; ในปี 2561 มีเหตุการณ์ยิงกราดที่เมืองซานตาเฟ มลรัฐเทกซัส และที่เมืองพาร์คแลนด์ มลรัฐฟลอริดา เป็นต้น
พอเกิดเหตุที่หนองบัวลำภู สื่อก็กระหน่ำว่าผู้ร้ายเมายาบ้า ผลการพิสูจน์คือไม่ได้เสพยาบ้า แต่คนยังติดใจเพราะผู้ร้ายเป็นผู้ต้องหาคดีมียาบ้า 1 เม็ดในครอบครอง แล้วก็มีประเด็นการมีอาวุธปืนในครอบครอง ร้อนถึงนายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำชับให้เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดและปัญหาการครอบครองอาวุธปืน ผมคิดว่าเรายังไม่ได้สืบสวนสอบสวนหาสาเหตุการคลุ้มคลั่ง ความโกรธแค้นแสนสาหัส ระบบหรือบุคคลใดได้สร้างบาดแผลทางใจอย่างกะทันหันหรือแบบสะสม จนมีการตอบโต้อย่างคลุ้มคลั่งเกิดขึ้น การกวดขันเรื่องยาเสพติดควรทำอย่างตรงประเด็น แต่มิใช่เน้นกันจนการมียาบ้าหนึ่งเม็ดก็ต้องเข้าคุก มิใช่ได้รับการรักษาเยียวยาโดยชุมชน เป็นต้น ถ้าไม่มีการถามหาสาเหตุ เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อีก
แต่เรื่องการยิงกราดก็ดี การทำสงครามต่อกันก็ดี แม้กระทั่งการยัดเยียดข้อหาโดยง่ายก็ดี เป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะคงมีเหตุที่อยู่ลึก ๆ ที่มองไม่ค่อยเห็นอยู่ในจิตใต้สำนึก ทั้งจิตของบุคคลและจิตไร้สำนึกร่วม (collective unconsciousness) ดังเช่นที่ คาร์ล ยุง กล่าวไว้ หรืออาจเป็นดังที่นักปราชญ์ด้านสันติวิธีชื่อโจฮาน กัลตุงกล่าวถึง ว่ามีวัฒนธรรมเชิงลึก (deep culture) เช่น มีความเชื่อเรื่อง DMA (Dualism-Manicheism-Armageddon) ว่าผู้คนแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายเทพกับฝ่ายมาร ซึ่งต้องรบกันจนถึงที่สุด จนกว่าฝ่ายเทพจะได้รับชัย โชคร้ายที่แต่ละฝ่ายต่างคิดว่าตนอยู่ฝ่ายธรรมะไม่ใช่ฝ่ายอธรรม อย่างไรก็ดี จอห์น พอล เลเดอรัค นักศึกษาการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งอีกคนหนึ่ง เสนอแนวทางออกจากกับดัก พอสรุปเป็นอักษรย่อว่า RCCR (Relationship- Paradoxical Curiosity-Creativity-Taking Risk) คือขอให้มองหาการฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยอาศัยความอยากรู้อย่างย้อนแย้ง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมรับความเสี่ยง
ทฤษฎีเหล่านี้ย่อมนำเราไปไกลเกินไป จึงขอหันกลับมาที่ความกล้าคิด-กล้าทำ-กล้าเสี่ยงที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่อดีตนายกอานันท์ (บังเอิญความกล้าเสี่ยงนั้นตรงกับข้อเสนอของเลเดอรัค) แต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา อานันท์ในฐานะปุถุชนคนธรรมดาพูดง่าย ๆ ว่า “สมัยผม ไม่ชอบคนไหน ก็กล่าวหาว่าคนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ สมัยนี้ก็กล่าวหากันง่าย ๆ ว่าล้มเจ้า” (ผมขอแถมว่า ไม่ควรตั้งข้อหาในอากาศที่ผู้ตั้งข้อหาเองกดดันต่อไปให้เป็นจริง เรียกได้ว่าเป็น self-fulfilling prophecy ที่ผู้ร้ายในอากาศกลายเป็นผู้ร้ายไปจริง ๆ) อานันท์วัย 90 ปี ยังกล่าวต่อว่า “ผมจะทำต่อไปเพื่อประเทศชาติและสถาบัน” เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไป เพียงทำใจให้ปลอดโปร่งก็พอ
โคทม อารียา

