สถานีคิดเลขที่ 12 : นโยบายสร้างคน
ห้วงเวลานี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคทยอยนำเสนอนโยบายออกมา
ล่าสุดพรรคพลังประชารัฐนำเสนอ 3 ประชารัฐ
สวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ และสังคมประชารัฐสงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปัน
ขณะที่พรรคชาติพัฒนากล้า ที่ได้หัวหน้าใหม่ชื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช ชูสโลแกน “คนไทยต้องรวย เศรษฐกิจต้องดี ชาติจะพัฒนาได้ ต้องกล้าเปลี่ยน”
เชื่อว่าหลังจากนี้แต่ละพรรคการเมืองคงจะนำเสนอทั้งนโยบายและแคนดิเดตนายกฯกันอย่างคึกคัก
ท่ามกลางความคึกคักในการนำเสนอนโยบายหาเสียง ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่จะนำไปปฏิบัติหากได้เป็นผู้บริหารประเทศ
อยากขอเสนอให้ฟื้นนโยบายส่งเสริมการอ่านขึ้นมาใหม่
เหตุที่ใช้คำ “ฟื้น” เพราะเมื่อก่อนมีอยู่แล้ว แต่ถูกทำลายให้หดหาย
เชื่อไหมว่า ขณะที่ประเทศไทยกังวลว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย แต่รัฐบาลกลับไม่มีงบประมาณส่งเสริมการอ่าน
งบประมาณที่เคยให้หน่วยงานรัฐซื้อหนังสือลงชุมชนหมู่บ้านตอนนี้แทบไม่มี หรือเรียกว่าไม่มีก็ว่าได้
งบประมาณที่บอกว่าโอนให้ท้องถิ่นไปจัดการ ปรากฏว่าเจอกฎเหล็ก สตง. จ้องจับผิด ยกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ จนท้องถิ่นหันไปใช้เงินทางอื่น โดยเฉพาะการก่อสร้าง
สนุกกับการสร้างเมือง ละเลยการสร้างคน
ผลจากการละเลยที่อ่านหนังสือชุมชนทำให้ที่อ่านหนังสือซึ่งเคยเป็นที่พึ่งชาวบ้านหดตัวจากเดิมมีเกือบแสนเหลือไม่ถึงสองหมื่นแห่ง
แถมสองหมื่นแห่งนี้ยังต้องพึ่งพาอาศัยการรับบริจาคเป็นหลัก
เรื่องน่าสังเวชนี้นึกว่าเพิ่งเกิด ในช่วงงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 12-23 ตุลาคม
งานดังกล่าวมีผู้คนเข้าไปซื้อหาหนังสือกันอย่างคึกคัก แต่กรรมการสมาคมผู้จัดบอกว่า รู้ไหมว่าภาครัฐไม่สนใจเข้ามาสนับสนุน
กระทรวงวัฒนธรรมทั่วโลกสนับสนุนงบประมาณจัดงานหนังสือ แต่กระทรวงวัฒนธรรมประเทศเราไม่มีงบ
ห้องสมุดระดับชาติระดับเมืองของโลกเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผู้ผลิตหนังสือ
แต่สำหรับประเทศไทยกลายเป็นผู้รับบริจาครายใหญ่
ที่สำคัญคือ การส่งเสริมการอ่านซึ่งถามใครก็ตอบตรงกันว่าสำคัญ
แต่พอถามว่าองค์กรใดในประเทศนี้ที่เป็นเจ้าภาพส่งเสริมการอ่าน
องค์กรไหน?…ไม่มี
คล้ายๆ กับความต้องการซอฟต์เพาเวอร์ที่ประเทศไทยอยากมีเหมือนประเทศอื่น
แต่ปรากฏว่าไม่มีเจ้าภาพจนกระทั่งรัฐบาลเพิ่มตั้งคณะกรรมการขึ้นมา
ผลจากนโยบายที่ทำลาย “สายป่าน” ที่อ่านหนังสือทั่วประเทศ ทำให้วันนี้ประเทศไทยกำลังจะเกิดความเหลื่อมล้ำทางปัญญา
คนมีสตางค์หาอ่านหนังสือได้ทั้งในและต่างประเทศ คนไร้สตางค์รอรับการบริจาคหนังสือ
การส่งเสริมการอ่านเกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างเข้มข้น แต่คนอยู่นอกโรงเรียนไม่ได้รับการส่งเสริม
หลายคนมักบอกว่า “คนไทยไม่อ่านหนังสือแล้ว” ไปอ่านผ่านมือถือและแท็บเล็ต ยิ่งตอกย้ำว่าคนจะอ่านหนังสือได้ต้องมีสตางค์ซื้อมือถือ
ส่วนเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ควรจะมีทุกหนแห่ง ล่าสุด อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังขอรับบริจาคให้โรงเรียนอยู่เลย
เรื่องการส่งเสริมการอ่านนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสำคัญ
ถ้าเรื่องนี้บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็น่าจะดี
หรือจะอยู่กันแบบหลอกๆ
บอกว่าการอ่านสำคัญ แต่ไร้การสนับสนุนให้การส่งเสริม
มุ่งสร้างเมือง แต่ไม่สนใจสร้างคนก็ตามใจ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

