‘เศรษฐา ทวีสิน’ ชื่นชม ‘ลิซ ทรัสส์’ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯอังกฤษ มีสปิริตที่ไม่ยึดติด
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการ และคณะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ทวีตข้อความในข่าวด่วนที่ ‘ลิซ ทรัสส์’ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) หลังดำรงตำแหน่งเพียง 45 วัน โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้ พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการเลือกผู้นำคนใหม่ภายในอาทิตย์หน้า ช่วงที่ทรัสส์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องเผชิญกับกระแสกดดันเรื่องนโยบายด้านการคลังและภาษี ซึ่งถูกมองว่าสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน
โดย ‘เศรษฐา’ ได้ระบุข้อความว่า “ชื่นชมในสปิริตที่ไม่ยึดติด ให้โอกาสผู้ที่มีความสามารถท่านอื่นเข้ามาลองดู”
ชื่นชมในสปิริตที่ไม่ยึดติด ให้โอกาสผู้ที่มีความสามารถท่านอื่นเข้ามาลองดู https://t.co/P14kTpTo4V
— Srettha Thavisin (@Thavisin) October 20, 2022
ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เขียนข้อความถึงประเด็นนี้ ระบุว่า
3 วันก่อน..ผมได้แสดงความเห็นว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษท่าจะอยู่ยาก เพราะหนีความรับผิดชอบความผิดพลาดในนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศออกไปไม่ได้ วันนี้นายกฯอังกฤษได้ประกาศลาออกแล้ว! ไม่สามารถทนต่อกระแสความไม่พอใจทั้งในพรรค และในสังคมได้ หลังจากที่อยู่ในตำแหน่งเพียง 45 วัน มองในมุมหนึ่งคือ ความเละเทะต่อเนื่องในการเมือง และเศรษฐกิจอังกฤษ นับแต่การลงคะแนน Brexit เมื่อ 6 ปีก่อนแต่มองอีกมุมหนึ่ง อังกฤษยังมีวัฒนธรรมการเมืองที่ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวต่อกระแสความรู้สึกของประชาชน ประเทศไทยเราก็เคยมีการตัดสินใจลักษณะนี้เช่นกัน ตอน นายกฯ ชวลิต ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นกรณีเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถือได้ว่าการเสียสละโดยผู้มีอำนาจ คือการให้โอกาสบ้านเมืองมีคนขอให้อธิบายสั้นๆ ว่า.. นโยบายอะไรที่ Liz Truss ประกาศออกมาที่ทำให้ต้องลาออกหลังเป็นนายกฯเพียง 45 วัน?
คำตอบคือ เธอได้ประกาศใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ (ประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท) ในการชดเชยค่าพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจของอังกฤษ เพื่อลดภาระจากค่าก๊าซที่แพงขึ้นจากสงครามยูเครน แต่ไม่เพียงเท่านั้น เธอได้ประกาศลดภาษีหลายชนิด (รวมถึงภาษีรายได้กลุ่มคนรวยที่สุดในประเทศ) ทำให้รายได้รัฐบาลลดลงถึง 2 ล้านล้านบาทต่อปีเท่านั้นแหละครับ… เงินปอนด์ทรุดทันที และนักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างแรง ส่งผลกระทบทันทีต่อประชาชนที่มีหนี้สิน ซึ่งสำหรับอังกฤษนั้นกลุ่มที่อ่อนไหวที่สุดคือ ผู้กู้ยืมหนี้มาซื้อบ้าน ซึ่งภาระดอกเบี้ยของเขาเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าทันทีความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนถึงขั้นวิกฤตจนธนาคารกลางต้องเข้ามาแทรกแซงซื้อพันธบัตรรัฐบาลตัวเอง เพื่อป้องกันมิให้เหล่ากองทุนบริหารบำเหน็จบำนาญที่ถือพันธบัตรรัฐบาลต้องล้มละลาย
Liz Truss จึงโดน ส.ส.พรรคตนเองกดดันให้แสดงความรับผิดชอบ เพราะกระแสสังคมปฏิเสธนโยบายของรัฐบาลอย่างแรง เศรษฐกิจโลกเปราะบางมาก ทุกรัฐบาลต้องระมัดระวัง อังกฤษลืมตัวนึกว่ายังเป็นประเทศมหาอำนาจที่ออกนโยบายอะไรก็ได้ บทเรียนนี้ราคาแพง

