สภาวะ‘พปชร.’ระส่ำ สะท้อนความไม่พร้อม ชิงนายกฯ-ผู้นำเลือกตั้ง

23.10.22 | 11:23 น.

สภาวะ‘พปชร.’ระส่ำ

สะท้อนความไม่พร้อม

ชิงนายกฯ-ผู้นำเลือกตั้ง

ความเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการเตรียมความพร้อมจัดทัพรับการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ภายในระดับแกนนำและผู้มีอำนาจภายในพรรค

ยังไร้ความชัดเจนทั้งตัวผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พปชร.ว่าจะมีความชัดเจนเมื่อใด และเป็นชื่อของผู้ใด

Advertisement

แต่ระดับ ส.ส.เขต และสมาชิกพรรคบางคนของพรรค เริ่มส่งสัญญาณมายังผู้มีอำนาจทั้งภายในพรรค และภายในรัฐบาล ประกาศความชัดเจน โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯของพรรค

เพราะด้วยไทมิ่งของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในช่วงนับถอยหลังที่จะครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม 2566 หากนับจากเดือนตุลาคมก็จะเหลือเพียง 5 เดือนที่รัฐบาลจะครบเทอม การสวมบทเตมีย์ใบ้ ไม่แสดงความชัดเจนทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีข้อจำกัดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ คือ วันที่ 6 เมษายน 2560 นัยยะทางการเมืองที่เข้าใจกันง่ายๆ คือ หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯอีกสมัย จะดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 ปี คือถึงปี 2568 เนื่องจากติดเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯได้ไม่เกิน 8 ปี

ด้วยเงื่อนไขและทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์ หากจะไปต่อเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร.สมัยหน้าจึงปฏิบัติทำหน้าที่ได้เพียง 2 ปี อยู่ไม่ครบวาระ 4 ปี ส่วนการทำหน้าที่นายกฯอีก 2 ปีที่เหลือ อาจจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. ดำรงตำแหน่งอีก 2 ปี หรืออาจจะเป็นบุคคลอื่นที่พรรคพลังประชารัฐจะเฟ้นชื่อที่เหมาะสมมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั่งยาวจนครบวาระ

สัญญาณที่เรียกร้องความชัดเจนทางการเมือง โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. ที่ส่งผ่านโดย วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร.

ที่เสนอแนะผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา คือ เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์สมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อถือธงนำคู่กับ พล.อ.ประวิตร เพื่อสร้างกระแสให้เป็นขั้วการเมืองยืนหนึ่งเหมือนเดิม ผ่านบันได 4 ขั้น คือ 1.เซ็นเข้าเป็นสมาชิกทันที 2.นัดประชุมและตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค 3.นัดประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เพื่อเขียนนโยบายที่โดนใจประชาชน และ 4.พล.อ.ประวิตร แถลงนโยบายดังกล่าวร่วมกัน เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งก่อนสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองภายในพรรคมีศักยภาพมาก แต่ไม่ได้ใช้ศักยภาพนั้น

ซึ่งข้อห่วงใยของ “วีระกร” ยังสะท้อนด้วยว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่มาอยู่กับ พล.อ.ประวิตร ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้า 2 ลุงไม่จับมือถือบังเหียนพรรค พปชร. การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยากหน่อย อาจเป็นพรรคเล็กลง ให้เตรียมเป็นพรรคอันดับ 2 ร่วมรัฐบาลได้เลย

ในฐานะที่อยู่ในวงการเมืองมา 40 ปี และเป็นตระกูลนักการเมือง หากผู้มีอำนาจยังออกอาการเฉื่อยแบบนี้ ก็มีข่าวว่าสมาชิกพรรคกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เตรียมจะออกจากพรรค สุดท้ายคงเหลืออยู่เฉพาะ ส.ส.ภาคใต้ที่ยังพอมีกระแส พล.อ.ประยุทธ์ในการหาเสียงครั้งหน้าอยู่ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พรรค พปชร.ต้องปรับกระแสและยุทธศาสตร์ใหม่

อีกทั้งสิ่งที่เสนอไปไม่ได้เป็นการทำลายพรรค แต่เป็นข้อเสนอที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นพรรคพลังประชารัฐจะค่อยๆ ล่มลงไปเรื่อยๆ และถ้ายังไม่ยอมปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ยังนิ่งอยู่กับที่ ขอให้มองพรรคสหประชาไทย พรรคสามัคคีธรรม ล่มสลาย เพราะทหารเล่นการเมืองไม่เป็น เมื่อเรียนรู้อดีตก็ต้องฟัง ส.ส.ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองบ้าง ดังนั้น ทั้ง 2 ป. ต้องรีบปรับบทบาทให้ชัดเจน โดยใช้บทเรียนในอดีตมาเรียนรู้

เพราะต้องยอมรับว่ากระแสความนิยมของพรรค พปชร. โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานที่ต้องสู้กับยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากและเหนื่อยสำหรับ ส.ส.พรรค พปชร. หากจะสู้ในพื้นที่ดังกล่าวก็ต้องวางยุทธศาสตร์และเตรียมความพร้อมของพรรค พปชร.กันตั้งแต่วันนี้

อาการระส่ำของสมาชิกพรรค พปชร.ที่เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจแสดงความชัดเจน เนื่องจากอาจรับรู้หรือได้รับสัญญาณความไม่พร้อมในทางการเมืองเหมือนกับผู้นำของพรรคอื่น

ที่ประกาศความชัดเจนในตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชัดเจนว่าสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงชื่อเดียวของพรรค ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แน่นอนย่อมต้องมีชื่อ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรค ส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ก็ชู พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ก.ก. ชิงนายกฯ

ส่วนพรรคไทยสร้างไทย ชัดเจนว่าหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ มีชื่อของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ขณะที่พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) เสนอชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ

ขณะที่พรรค พปชร.ยังคงต้องรอความชัดเจนทั้งชื่อแคนดิเดตนายกฯและนโยบาย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากเป็นไปตามปฏิทินในกรณีที่รัฐบาลอยู่ครบวาระ จะมีการเลือกตั้งทั่วไป คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แน่นอนว่าปัจจัยที่จะชี้ขาดผลแพ้-ชนะเลือกตั้ง ที่ ส.ส.จะใช้เป็นยุทธศาสตร์หาเสียงครั้งหน้า นอกจากนโยบายเด็ดๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังมีส่วนของรายชื่อแคนดิเดตนายกฯที่แต่ละพรรคจะนำเสนอให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดด้วย

เพราะเป้าหมายสูงสุดในการเลือกตั้ง คงไม่มี ส.ส.พื้นที่ไหน อยากสอบตก และหวังว่าจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขั้วอำนาจในสถานะ “รัฐบาล” ไม่ใช่ “ฝ่ายค้าน”