หน้าแรก การเมือง ผู้นำตลอดกาลข...

ผู้นำตลอดกาลของจีน!

25.10.22 | 11:45 น.

 

ในวันเวลาที่จีนก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ภายใต้สถานการณ์ของการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของจีนย่อมเป็นประเด็นที่จะต้องถูกจับตามองจากเวทีโลก เพราะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมกระทบกับความเป็นไปของสถานการณ์โลกในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะของความผันผวนในการเมืองโลกเช่นปัจจุบัน

นอกจากนี้เราทราบกันดีว่า ตัวผู้นำของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงทิศทางการเมืองโลกในอนาคต เพราะการเปลี่ยนตัวผู้นำย่อมมีนัยถึงการเปลี่ยนนโยบาย ในกรณีของจีน จึงมีข้อถกเถียงอย่างมากว่าในเทอมที่ 3 ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงนั้น จีนจะปรับเปลี่ยนนโยบายไปอย่างไรหรือไม่

ในการเมืองจีนนั้น การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อเลือก “คณะกรรมประจำ” (The Standing Committee) เป็นข่าวสำคัญที่สุด เพราะคณะกรรมการนี้เป็น “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” ที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประเด็นนี้จึงเป็นข่าวสำคัญที่โลกติดตามด้วย แม้ทุกคนจะพอคาดเดาได้ว่า การขยายเวลาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในเทอมที่ 3 เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะผิดไปจากที่คาดคะเนกันไว้แต่อย่างใด

แล้วในที่สุด การประชุมพรรคก็จบลงด้วยชัยชนะของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงตามที่คาดไว้ ทำให้เขาเป็นผู้นำจีนที่มีอำนาจมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของประธานเหมาเจ๋อตง และกลายเป็น “ผู้นำตลอดชีพ” เช่นที่ประธานเหมาเคยเป็นมาแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า จีนจาก “ยุคประธานเหมา” วันวาน กำลังก้าวสู่ “ยุคประธานสี” วันนี้ และวันนี้สังคมจีนต้องศึกษา “คำชี้นำประธานสี” ซึ่งไม่ต่างจากยุคก่อนที่ต้องศึกษา “คำสอนประธานเหมา”

Advertisement

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่อำนาจในตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2012 และเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนได้อยู่ในอำนาจมากกว่า 2 เทอม เนื่องจากมีข้อกำหนดเดิมที่เลขาธิการพรรคฯ จะอยู่ในอำนาจได้ไม่เกิน 10 ปี (หรือ 2 เทอม) เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจในพรรค และนำไปสู่ “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่กติกานี้ต้องยกเลิกไปในปี 2018 เพื่อเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้อยู่ในอำนาจต่อไปได้ การแก้กติกานี้คือ ภาพสะท้อนถึงการสร้างฐานอำนาจที่เข้มแข็งของเขาในการเมืองจีน และการยกเลิกกติกานี้จึงทำให้เขาเป็น “ผู้นำตลอดกาล” ของจีนอย่างแท้จริงในยุคปัจจุบัน

อีกทั้ง การประชุมพรรคครั้งนี้ยังได้เห็นถึงการแสดงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยการพาตัว “อดีตประธานาธิบดีหูจิ่นเทา” ออกจากการประชุม … ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จึงเสมือนกับการส่งสัญญาณทั้งภายนอกและภายในว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคือ “ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว” และไม่อนุญาตให้ใครมาท้าทาย ดังเช่นที่เขาเคยจัดการกับคู่แข่งขันเพื่อกระชับอำนาจภายในพรรคฯ มาแล้วด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น จนข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการกวาดล้างคู่แข่งทางการเมืองที่ใช้อย่างได้ผล

แม้สำนักข่าวซินหัวของจีนจะพยายามแถลงว่า ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาสุขภาพไม่ดี และจำเป็นต้องออกไปพักผ่อนก่อนการประชุมจบ แต่ดูเหมือนคำแถลงเช่นนี้ไม่สามารถจูงใจให้สังคมภายนอกเชื่อได้มากนัก ผู้ที่สนใจการเมืองจีนล้วนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภาพสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคดังที่ปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะ

การพาอดีตผู้นำอาวุโสของพรรคฯ ออกจากการประชุมอย่างที่ไม่ต้องแคร์กับสายตาชาวโลก จึงเป็นการสร้างภาพให้เห็นความเป็น “ผู้นำที่เข้มแข็ง” หรือ “Strong Man” ในการเมืองจีน ที่สามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นสัญญาณถึงกลุ่มต่อต้านเขาภายในรัฐบาลอีกด้วย หรืออีกนัยหนึ่งคือ กลุ่มสีจิ้นผิงยังสามารถควบคุมการรัฐประหารภายในพรรคได้ และทำให้การโค่นล้มเขาภายในพรรคเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ สัญญาณของการกระชับอำนาจทั้งภายในพรรคฯ และภายในรัฐบาล ยังเห็นได้จากการแต่งตั้งคณะกรรมการประจำใหม่บางส่วน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ากรรมการใหม่เหล่านี้ล้วนเป็นคนในปีกของสีจิ้นผิงทั้งสิ้น และในอีกส่วนคือ การเปลี่ยน “นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง” ออกไป เพราะเขามีมุมมองทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากประธานาธิบดี อีกทั้งความเห็นต่างในนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” (Zero-Covid Policy) การเปลี่ยนตัวเช่นนี้ จึงทำให้จีนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ “นายหลี่ เฉียง” ซึ่งเป็นคนในสายของประธานาธิบดีโดยตรง

คณะกรรมประจำพรรคชุดใหม่ของจีนในเชิงตัวบุคคลคือ คำยืนยันว่านโยบายใหม่ของจีนจะยังคงเดินไปในแนวทางเดิม หรืออีกนัยหนึ่งคือ จะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของจีน และนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” จะยังคงใช้ต่อไป แม้จะมีความเห็นแย้งในสังคมและในหมู่นักลงทุนเช่นไรก็ตาม ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งภายนอกและภายในยังหวังว่า รัฐบาลจีนจะปรับและ/หรือยกเลิกนโยบายดังกล่าว

สิ่งเหล่านี้ในอีกด้านจึงเป็นการบ่งบอกถึง การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองที่มากขึ้นของผู้นำจีน และมีนัยว่าเศรษฐกิจจีนจะมีลักษณะของ “การควบคุมโดยรัฐ” มากขึ้นเช่นกัน (คือเป็น state-controlled economy) ตลอดรวมถึงการควบคุมดูแลเศรษฐกิจภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนที่ลดลงในโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนยุคปัจจุบัน และทำให้ภาคเอกชนจากภายนอกที่ต้องการลงทุนในจีนมีความกังวลในเรื่องนี้

นโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคือ การสร้าง “ยุคทองของจีน” ให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หรือการประกาศนโยบาย “การฟื้นฟูชาติจีนครั้งใหญ่” (The Great Rejuvenation of the Chinese Nation) และถือว่า สิ่งนี้เป็น “ภารกิจดั้งเดิม” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนับตั้งแต่ได้อำนาจรัฐมาในปี 1949 อันเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเน้นย้ำมาโดยตลอด และทั้งยังสอดรับกับกระแสชาตินิยมภายในจีนเองอีกด้วย

นโยบายสำคัญอีกส่วนคือ การสร้างความเข้มแข็งทางทหารของจีน ดังที่เขาเรียกร้องให้มีการ “พัฒนาทางทหารที่เร็วมากขึ้น” (faster military development) เพื่อนำไปสู่การขยายอำนาจทางทหารของจีนในเวทีโลก ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ทำให้นักสังเกตการณ์กังวลกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียในอนาคต ดังเช่นที่เห็นจากกรณีการปิดล้อมไต้หวันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นต้น ผลของการขยายอำนาจเช่นนี้ย่อมทำให้การแข่งขันทางทหารระหว่างสหรัฐกับจีนในเอเชียมีความเข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีทั้งประเด็นภายนอกและภายใน เช่น ปัญหาสิทธิมนุษยชน (โดยเฉพาะในกรณีซินเกียงและฮ่องกง) ปัญหาการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองภายใน ปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนในยุค “โควิดเป็นศูนย์” ปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาการวางจุดยืนในสงครามยูเครน และประเด็นสำคัญคือ ปัญหาแรงเสียดทานภายในพรรคคอมมิวนิสต์ รวมทั้งกระแสต่อต้านรัฐบาลในสังคมจีน

การกระชับอำนาจในเทอมที่ 3 ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ทำให้เขากลายเป็น “ผู้นำตลอดกาล” อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงต้องจับตามองทั้งบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ และมองการกวาดล้างทางการเมืองภายในที่อาจจะเกิดตามมาในอนาคตอีกด้วย!