หน้าแรก การเมือง ไผ่-อานนท์-มา...

ไผ่-อานนท์-มายด์-ลูกเกด ย้อนภาพ ปวศ. เปิดตัว ‘เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน’ จารึกขบวนการราษฎร 63

26.10.22 | 20:17 น.

ไผ่-อานนท์-มายด์-ลูกเกด พาย้อนฉากป่วน เปิดตัว ‘เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน’ หนังสือภาพ จารึก ปวศ.การต่อสู้

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ GalileOasis ซอยโรงเรียนกิ่งเพชร ถนนบรรทัดทอง เขตราชเทวี กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเนล ประเทศไทย และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw จัดงานเปิดตัวหนังสือ “THERE’S ALWAYS SPRING – เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน” ที่ร่วมเขียนโดยอาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุม ภายใต้โครงการ “Mob Data Thailand” เพื่อสังเกตการณ์ และบันทึกข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมสาธารณะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

โดยบรรยากาศ เวลา 18.00 น. ตัวแทนสวนดอกไม้แห่งความหวัง ได้แก่ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ร่วมวงเสวนาสะท้อนภาพการชุมนุมช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อาทิ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ดาวดิน แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด โดยมี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการฯ ไอลอว์ ดำเนินรายการ

ท่ามกลางประชาชน นักเคลื่อนไหว เดินทางมาฟังเสวนา และร่วมตอบคำถาม ด้วยการทายภาพเหตุการณ์การชุมนุม ว่าเกิดขึ้นวันที่เท่าไหร่ เป็นการชุมนุมอะไร มีอะไรเกิดขึ้นในวันนั้นดังกล่าวบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีนักเคลื่อนไหว ร่วมด้วยจำนวนมาก อาทิ นายเอกชัย หงส์กังวาน, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอก นายโชคดี ร่มพฤกษ์ หรือ อาเล็ก ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร, ป้านก และนักเคลื่อนไหวอิสระ ที่ร่วมการชุมนุม รวมถึงกิจกรรม ยืนหยุดขัง เรียกร้องปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว

Advertisement

ในตอนหนึ่ง นายยิ่งชีพ เปิดภาพให้ผู้ร่วมกิจกรรมทาย โดยเป็นการชุมนุม ที่เดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 ตุลาคม 2563

น.ส.ชลธิชา หรือ ลูกเกด กล่าวว่า 14 ตุลา เป็นม็อบที่ดราม่าเยอะมาก เราดีลทุกเครือข่ายมาร่วมชุมนุม ปรากฏว่าวันนั้นตั้งใจว่า ม็อบเสร็จจะกินเหล้า ใส่สายเดี่ยวมา กะว่าประสบความสำเร็จแน่

“แต่ก่อนเริ่มขบวน มีสายจากรุ้ง (ปนัสยา) โทรมาว่า เปลี่ยนแผน ไปเดินข้างหน้าให้หน่อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อานนท์อยู่รถคันแรก บอก ‘เดินเลยพี่น้อง’ คำประกาศของอานนท์ บอกให้บุก” น.ส.ชลธิชากล่าว

ด้าน นายอานนท์ กล่าวชื่นชมที่ทุกคนมีวินัยมาก เนื่องจากในวันนั้นคนเข้าร่วมเยอะ

“ผมเข้าใจว่าม็อบ 14 ตุลา เป็นจุดเปลี่ยนของราษฎรด้วยซ้ำ หลังจากวันนั้น แกนนำโดนจับ ต่อมามีม็อบ ‘ขอร่ม’ มีม็อบออร์แกนิก” นายอานนท์กล่าว

จากนั้น มีการปิดภาพม็อบไปสถานทูตเยอรมนี 26 ตุลาคม 2563 นับเป็นการชุมนุมที่มีผู้โดนแจ้ง ม.112 มากที่สุด ถึง 13 คน

ซึ่ง นายจตุภัทร์ หรือ ไผ่ ระบุว่า นายอานนท์ เป็นคนชวนไป จากที่ตอนแรกจะกลับบ้าน จ.ขอนแก่น คนที่โดนคดี คือคนปราศรัย

“วันนั้นรอดเพราะเจ็บคอ วันนั้นคนเยอะมาก เดินไกลมาก ทุกคนเข้มแข็งมาก บรรยากาศการปราศรัยเป็นรถซาเล้ง มีเครื่องเสียง ลำโพง 2 ตัว” นายจตุภัทร์กล่าว

ด้าน น.ส.ภัสราวลี หรือ มายด์ กล่าวเสริมว่า ตนเดินตามขบวน เมืองไปถึงหน้าสถานทูต มีทีมเตรียมหนังสือข้อเรียกร้อง เป็นไปอย่างใจฟู ตัวแทนสถานทูตออกมารับเราอย่างดีมาก

“เขาเห็น เขารับฟัง และให้ความสำคัญกับเสียงของเรามากๆ และประสานงานต่อไป ซึ่งดีมากๆ
พูดตรงๆ ว่าวันนั้นไม่ได้ถูกวางตัวแต่แรกให้ไปพูด ได้ขึ้นไปอ่านจดหมาย แล้วส่งพี่น้องกลับบ้าน แค่นั้น แต่ด้วยความที่ตรงประเด็น ยิงคำถามชัดเจน ว่าเราสงสัยเรื่องอะไรบ้าง คนในวันนั้นเลยตื่นเต้น ฮึกเหิม เมื่อสถานทูตรับหนังสือ ยิ่งใจฟูเข้าไปใหญ่ กิจกรรมจบลงด้วยดี และตามมาด้วย 112″ น.ส.ภัสราวลีกล่าว และว่า

ตั้งแต่วันนั้น ม็อบเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศจะใช้กฎหมายทุกมาตรา 13 คน โดนหมด ที่อ่านแถลงการณ์ ซึ่งบางคนไม่ใช่นักกิจกรรมที่ทำบ่อยๆ แค่เข้ามาช่วย

ด้าน น.ส.ชลธิชา หรือ ลูกเกด กล่าววเสริมว่า ตนมาจากเรือนจำเชียงใหม่ เราต้องบินไป-บินกลับ ไม่ได้นอน มาถึงตรงไปที่ม็อบ เดินขบวนไปจะเป็นลมไป ไม่ไหว ขอนั่งซาเล้งแทน พอไปถึงตัดสินใจให้คนอื่นเข้าไปแทน

จากนั้น เปิดภาพการชุมนุม 28 กุมภาพันธ์ 2564 ม็อบ Redem ไป กรมทหารราบ ที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านพักของ พล.อ.ประยทุธ์

น.ส.ชลธิชา กล่าวว่า หลังจากนั้นมีการสลายการชุมนุม โดย คฝ.ที่ประจำการหน้าบ้านพักหลวง ของ พล.อ.ประยุทธ์

“ช็อกมาก ไม่เคยคิดว่า ชีวิตนี้ต้องมาวิ่งหนีกระสุนยาง โชคดีที่มีพี่น้องขับมอไซค์มาพอดี อุ้มพาหนีไป

ก่อนมีการใช้กระสุนยาง มีการคุยกับเพื่อนว่า ถึงจุดหนึ่ง ไทยจะมีการใช้กระสุนยาง ซึ่งตามมาตรฐานสากล จะยิงช่วงล่าง แต่หลายคน โดนยิ่งช่วงบน ซึ่งผิดหลักการสลายการชุมนุม ไม่มีเหตุใดให้สลายการชุมนุมขนาดนั้น” น.ส.ชลธิชา กล่าว

ด้าน น.ส.ภัสราวลี หรือ มายด์ กล่าวว่า ที่หน้าราบ 1 มีช่วงที่เคลื่อนไปจนถึงหน้าประตู มี คฝ. จำนวนหนึ่ง พยายามสลาย เพราะเจรจากับใครไม่ได้ พยายามเบียดเข้ามา ยิงแก๊สน้ำตากระป๋องเข้ามาด้วย

“เราหาช่องให้คนที่ไม่อยากปะทะเลี่ยงออกไปก่อน จึงพยายามหาสะพานลอย มีใครไม่รู้ไปตัดรั้วให้ข้ามไปอีกฝั่งได้ มวลชนส่วนหนึ่งจึงรอด ไม่เจ็บตัว คนข้างหน้าโดนแก๊สน้ำตา ปรากฏว่า พอดันจนสุด คฝ. ชุดละ 5 คน วิ่งกรูเข้าไปฮุบจับ วิ่งข้ามฟากมาอีกฝั่ง ก็เอาตะบองไล่ฟาดทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ย้ำว่า ทุกคน ซี่งเขาวิ่งข้ามถนนมาจริงๆ”

วันนี้ มี คฝ. คนหนึ่ง เอาตะบองวิ่งมาหาโดยตรง ต้องวิ่งหนีจนหลบเลี่ยงได้ หาทีมไม่เจอสักคน ตำรวจเอาขนาดนี้เลยหรอ มีคุณลุงถูกกดลงไปนอนกับพื้น มันอุกอาจมาก และเป็นการเอาตะบองไล่ฟาดที่น่ากลัวมาก” น.ส.ภัสราวลีกล่าว

บรรยากาศ เวลา 19.25 น. เข้าสู่ช่วงแชร์ประสบการณ์ จากอาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ภายในงาน ยังมีนิทรรศการ ที่จัดแสดงภาพถ่ายในเหตุการณ์การชุมนุม ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาทิ ภาพคลื่นผู้ชุมนุมและ ‘ทะเลดาว’ จากแสงแฟลชโทรศัพท์, ภาพดวงหน้า แววตาวาดหวังของผู้คนในกระแสความเปลี่ยนแปลง,ภาพเคลื่อนไหว ที่บันทึกวินาทีสลายการชุมนุม , ภาพสายรุ้งพาดผ่านที่ชุมนุม, ภาพที่เป็นหลักฐานการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึง ภาพที่ ‘ล่วงละเมิด’ ไม่ได้ ซึ่งภาพทั้งหมดถูกคัดสรรจากในช่วงเกือบ 3 ปีที่ลมมรสุมและคดีความจากการชุมนุม เริ่มสงบลง

สำหรับหนังสือ There’s Always Spring เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน เขียนขึ้นโดยใช้หลักการที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งโครงการนี้ยังพัฒนาร่วมกับ ภาคีเครือข่ายที่มีภารกิจเรื่องเสรีภาพในการชุมนุม เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างฐานข้อมูลการชุมนุมภาคประชาชน โดยอาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุมได้รวบรวมเนื้อหาและภาพจำนวนมาก เพื่อสื่อสารเรื่องเสรีภาพการชุมนุมที่ผ่านมา จากความช่วยเหลือของอาสาสมัครและช่างภาพมืออาชีพ ซึ่งภาพจำนวนหนึ่งเคยถูกเผยแพร่แล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เผยแพร่

โดยเป็นภาพที่ทางผู้จัด ยืนยันว่า ควรค่าแก่ความทรงจำ จึงนำมาบรรจุไว้ในหนังสือภาพ There’s Always Spring เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน ว่าด้วยการผลิบานของความหวัง ซึ่งจำหน่ายภายในงานนี้ครั้งแรก ในราคา 300 บาท โดยหากซื้อพร้อมสติ๊กเกอร์ลายประชาธิปไตย ราคาเพียง 350 บาท