‘ครม.’ เคาะร่างกฎกระทรวงคลัง ไฟเขียวผลิตสุราพื้นบ้าน-ไม่กระทบรายได้รัฐ ปาดหน้า ‘ก้าวไกล’ เกทับ ทำมาก่อน 6 เดือน
เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาเกี่ยวกับสุราในที่ประชุม ครม. ว่ามี โดย ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 2 เนื่องจากกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ากฎหมายนี้ตึงเกินไป ทำอะไรก็ไม่ได้ จึงคิดกันว่าจะทำให้หย่อนลง คือการออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอเข้าสภา โดยรัฐบาลรับมาพิจารณาและสภารับหลักการไป
นายวิษณุกล่าวว่า แต่เมื่อมาดูพบว่ากฎหมายของปี พ.ศ.2560 ตึง แต่กฎหมายของฝ่ายค้านหย่อน การหย่อนในที่นี้คือจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและกระทบกับภาษีรายได้ของประเทศ จึงมาคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะพบกันครึ่งทาง คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงมีข้อแนะนำว่าไม่ต้องเดือดร้อนออกเป็น พ.ร.บ. แต่ออกเป็นกฎกระทรวงได้ โดยกฎกระทรวงนี้จะหย่อนลง อะไรที่เคยบังคับก็หย่อน เกือบจะเท่ากับพรรค ก.ก.
นายวิษณุกล่าวว่า กรมสรรพสามิตจึงยกร่างเสนอเข้ามา ซึ่ง ครม.พิจารณาแล้วให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูต่อ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาดูแล้วยังเห็นว่าไม่รัดกุม จึงปรับใหม่เป็นกฎกระทรวงฉบับที่ 2 โดยทิ้งฉบับที่ 1 และวันนี้ ครม.จึงอนุมัติกฎกระทรวงฉบับที่ 2

นายวิษณุกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การชิงไหวชิงพริบ ตัดหน้าอะไรสภา แต่ต้องการให้มีกฎเกณฑ์เพื่อผ่อนปรนให้สามารถผลิตสุรา โดยเฉพาะสุราที่ไม่ได้มีเพื่อการค้าให้สามารถทำได้ โดยเฉพาะ “สุราพื้นบ้าน” เพราะ ครม.เห็นว่าเป็นการรักษาภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ไม่ได้ทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง และทำให้ผู้ที่ประสงค์จะผลิตสุราสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตให้วุ่นวายและเป็นภาระแก่ประชาชน โดยร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 2 จะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อถามว่าเมื่อมีกฎกระทรวงฉบับนี้แล้ว ถ้าร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าของพรรค ก.ก.ไม่ผ่านสภาก็ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ก็ไม่จำเป็น เพราะในกฎกระทรวงมีสิ่งที่ดีเกือบเท่าเทียมกัน แต่รายละเอียดจะหย่อนลงจากกฎหมายปี พ.ศ.2560 เยอะมากกว่าครึ่ง
เมื่อถามว่าถือเป็นการแก้เกมกันหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ได้แก้เกม เพราะร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 2 นี้ทำมา 6 เดือนแล้ว ก่อนที่พรรค ก.ก.จะเสนอกฎหมาย เพียงแต่กฎกระทรวงที่กรมสรรพสามิตเสนอ คณะกรรมการกฤษฎีกาดูแล้วเห็นว่าในเมื่อแก้แล้วยังไม่ดีก็จะแก้ใหม่
เมื่อถามถึงการออกกฎกระทรวงในช่วงที่สภากำลังพิจารณา พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า นายวิษณุกล่าวว่า ถ้ามองอะไรเป็นการเมือง ก็ชิงไหวชิงพริบได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น ก็ต้องปล่อยไป
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้อนุมัติ ร่างกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุราพ.ศ. 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้การผลิตสุราสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก ปลดล็อคทั้งในเรื่องทุนจดทะเบียนและกำลังการผลิตขั้นต่ำ สามารถยกระดับสุราชุมชนจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลาง
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงการผลิตสุราฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ 1.เปิดโอกาสให้สุราชุมชนขนาดเล็ก จากที่ต้องใช้เครื่องจักรในการผลิตต่ำกว่า 5 แรงม้า และใช้คนงานน้อยกว่า 7 คน ให้สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นระดับกลาง ที่ใช้เครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงกว่า 5 แรงม้า แต่ไม่เกิน 50 แรงม้า และสามารถใช้คนงานมากกว่า 7 คนได้ แต่ต้องไม่เกิน 50 คน แต่ทั้งนี้ ผู้ผลิตสุราชุมชนที่จะขยายกำลังการผลิตจากระดับเล็กเป็นระดับกลาง จะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ หรือสุรากลั่นชุมชนขนาดเล็กมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่เคยกระทำความผิดตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต หรือเคยกระทำความผิดและพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ต้องใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
2. ยกเลิกการกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำและทุนจดทะเบียนสำหรับทั้งกรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) และโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมนั้น ในกรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต จะต้องมีขนาดการผลิตไม่ต่ำกว่า 1 แสนลิตรต่อปีและไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี และกรณีโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ต้องมีขนาดการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี สำหรับทุนจดทะเบียนนั้น ต้องไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ กรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต ต้องใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
และ 3. เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และนิติบุคคลสามารถขอใบอนุญาตผลิตสุราที่มิใช่เพื่อขาย แลกเปลี่ยน หรือดำเนินการอื่นใดโดยได้รับประโยชน์ตอบแทน และต้องมีปริมาณการผลิตสุราไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี อย่างไรก็ดี สถานที่ผลิตสุราต้องมีพื้นที่เพียงพอที่จะผลิตสุราโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย เหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น และมิใช่สถานที่ผลิตสุราของผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสุรารายอื่น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของการบริโภคสุราและมิติของสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
“การดำเนินการข้างต้น เป็นการเปิดโอกาสให้รายเล็กสามารถเติบโตได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเงินทุนและกำลังการผลิต แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพสินค้า ความปลอดภัย กระบวนการผลิต ซึ่งหากไม่มีการควบคุมและมีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกมาสู่ผู้บริโภค อาจทำให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ การผลิตสุราก่อให้เกิดของเสียจากกระบวนการผลิต อาทิ การกำจัดกากขยะและน้ำเสีย ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การให้ความสำคัญในเรื่องของสถานที่ตั้งและการควบคุมกระบวนการผลิต ความสะอาด และสุขอนามัย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เป็นไปตามกฎระเบียบตามที่กำหนด” นายอาคม กล่าว

