‘กมธ.การเงินฯ’ วอนคลังดูแลบุหรี่ไฟฟ้า หลังพบยังระบาดหนักในหมู่เยาวชน

3.11.22 | 14:11 น.

“กมธ.การเงินฯ” วอนคลังดูแลบุหรี่ไฟฟ้า หลังพบยังระบาดหนักในหมู่เยาวชน “หมอประกิต” ลั่นต้องตอบลูกหลานได้ว่าสิ้นปัญญาหรือไม่ จึงเปิดขาย

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยผู้จำหน่ายมีการตั้งใจเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 15-19 ปี ทั้งนี้จริงๆ แล้ว บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ลดช่วยการสูบบุหรี่ แต่ทางตรงกันข้ามอาจจะทำให้ติดบุหรี่มากขึ้น โดยในประเทศไทยยังไม่ยอมรับมาตรา 15 ของพิธีสารที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ให้สูบบุหรี่

ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้เข้ามาชี้แจงว่าในกระบวนการได้มีมติเรียบร้อยแล้ว แต่รออยู่ที่กระทรวงการคลัง จึงอยากเรียกร้องให้กระทรวงการคลังได้รีบดูแลเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อที่ประเทศไทยจะได้เป็นภาคีที่ลงนามในพิธีสารมาตรา 15 ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ที่จะทำให้การรณรงค์การไม่สูบบุหรี่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ในต่างประเทศได้แฝงเข้ามาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงในสภาและ กมธ.ด้วย ซึ่งใน กมธ.ได้มีข้อเสนอว่าให้เปิดเสรีทางด้านของบุหรี่ไฟฟ้า และทางด้านกรมสรรพสามิตก็เสนอหาวิธีเก็บภาษีเพื่อทำให้การสูบบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายทางพวกเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง

ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เรากังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ได้ระบาดเฉพาะในประเทศไทย สัปดาห์ที่แล้วองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้ประชุมร่วมกัน ปรากฏว่าทุกประเทศเจอปัญหาแบบเดียวกัน คือ การระบาดของบุหรี่ที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง เพราะนิโคตินทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเป็นตัวเดียวกัน ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเลิกยากกว่าบุหรี่ธรรมดา จากการที่ไม่มีกลิ่นเหม็นและความเข้าใจว่าอันตรายน้อยกว่า แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวต่อว่า ฝ่ายธุรกิจที่บอกว่าเปิดให้ขายแล้วจะเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเขาก็บอกเก็บภาษีต่ำๆ หรือมีคนที่บอกว่าเปิดให้ขายแล้วจะได้ควบคุมได้ ความจริงคือในคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามี 85% นั้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการเติมกลิ่น เติมรส และในอเมริกาก็ยังออกกฎหมายสำหรับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการเติมกลิ่น เติมรสได้ไม่สำเร็จ หากเราเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าวันนี้ ตนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการให้เติมกลิ่นและรส เพราะลูกค้าเป็นวัยรุ่นทั้งนั้น ซึ่งหากเปิดให้ขายชนิดที่ไม่มีกลิ่น บุหรี่ไฟฟ้าก็มีการให้เติมกลิ่นและรสก็จะอยู่ในตลาดมืด ตรงนี้อยากให้มีความชัดเจน แต่หากจะเปิดให้มีการขายได้เพื่อที่จะมีการเพิ่มภาษีเราก็ต้องตอบลูกหลานให้ได้ว่าเราสิ้นปัญญาหรือถึงเปิดให้ขายในสิ่งที่จะทำให้เขาเสพติดไปตลอดชีวิต เพื่อหาเงินจากวัยรุ่น แต่สิ่งที่เราควรรีบทำคือต้องรีบให้ความรู้ให้แก่เยาวชน