ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เดินทางมาถึง “เส้นทาง” สำคัญอันบีบรัดให้จำเป็นต้องตัดสินใจ
ภายใต้ความต้องการที่จะ “ไปต่อ”
นั่นก็คือ จำเป็นต้องเลือกว่าจะเดินไปเส้นทางสายเดิมกับพรรคพลังประชารัฐ หรือว่าเลือกหนทางใหม่
ไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ
สภาพการณ์อันเกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐนับแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 กันยายน มีผลสะเทือน
สัมผัสได้ใน “คำถาม” ซึ่งตามมา
ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่า จะยังเป็น “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐอยู่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคำถามในเรื่อง “สมาชิกภาพ”
รุกเร้า และร้อนรน
ภายในคำถามอย่างร้อนรนและรุกเร้าอันมาจาก “ภายใน” ของพรรคพลังประชารัฐ ก็ปรากฏพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้น
หากจับ “เส้นทาง” ก็จะได้ “คำตอบ”
ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางโดยการเคลื่อนไหวของ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
ล้วนเป็นไปตาม “คำบัญชา”
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ในฐานะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
รวมถึงการขยับของ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี
นี่ย่อมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางกระแสเสียงกดดันจากภายในพรรคพลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค
การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจึงเป็นการตัดสินใจที่กำหนดชะตากรรม
ทั้งชะตากรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทั้งชะตากรรม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ทั้งชะตากรรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเลือกอย่างไร
หากมองในเชิง “ปริมาณ” ต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองที่ปวารณาตนเป็นฐานให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีไม่น้อย
ไม่เพียง “พลังประชารัฐ” ไม่เพียง “รวมไทยสร้างชาติ”
หากมองไปยังพรรคภูมิใจไทย หากมองไปยังพรรคประชาธิปัตย์ หากมองไปยังพรรคชาติไทยพัฒนา ก็เปี่ยมด้วยความพร้อม
อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเลือกอย่างไร
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะหยิบวาทกรรมทางการเมืองแบบใดมาเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือในการต่อสู้
ในที่สุด ก็เป็นเรื่องของ “เนื้อหา” จุดเริ่มก็ยังสัมพันธ์กับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 สัมพันธ์กับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
คำตอบอยู่ที่การเลือกตั้งในปี 2566

