สถานีคิดเลขที่ 12 : ประชามติแก้ รธน.
แม้เส้นทางจะยังอีกไกล แต่ผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ก่อนก็น่าพอใจผลการลงมติในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีจัดทำประชามติการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านฉลุย
แม้ญัตตินี้จะเสนอโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล แต่ดูเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนฯ ให้การสนับสนุนกันถ้วนหน้า
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีเสียงเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 323 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ไม่ออกเสียง 7 เสียง ให้สภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีทำประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หลังจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อให้ลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอย่างไร
หากวุฒิสภาเห็นชอบ รัฐสภาจะส่งเรื่องถึงคณะรัฐมนตรี แต่หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบก็ถือว่าเรื่องนี้ตกไป
ขณะนี้เริ่มมีกระแสปั่นป่วน บอกกล่าวว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญจะพัวพันกับหมวด 2
หากแต่อีกกระแสหนึ่งกลับหนุน เพราะเห็นว่าการทำประชามติ คือ เปิดทางให้ประชาชนออกเสียงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมาหรือไม่
ดังนั้น ควรจะสนับสนุนให้มีการทำประชามติ
ฟังๆ ดูญัตตินี้ต้องผ่านอีก 2 ด่านใหญ่ นั่นคือ มติของวุฒิสภา ซึ่งมีที่มาจาก คสช. และมติของคณะรัฐมนตรีหากรัฐสภาเสนอเรื่องขึ้นไป
ถือเป็นการวัดใจ 3 ป. ผู้กุมชะตาการเมืองในเวลานี้่ว่าจะตัดสินใจในเรื่องทำประชามติเช่นไร
เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำหรับคนที่เชื่อใจการรัฐประหาร เชื่อว่าใช้เวลาอีกไม่นานทุกอย่างจะกลับคืนมา
เป็นบทเรียนที่ตอกย้ำว่า เมื่อประชาชนเสียสิทธิไปแล้ว กว่าจะเรียกกลับมาได้นั้นต้องใช้เวลาอีกนาน
การรัฐประหารเมื่อปี 2557 แม้จะเว้นวรรคด้วยการเลือกตั้ง 2 หน แต่แท้จริงแล้ว ประเทศอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ยึดอำนาจมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549
เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่แลดูคล้ายกันว่าไทยคืนกลับสู่ประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งมีรัฐสภา แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาคงมองเห็นแล้วว่า การเมืองยังอยู่ภายใต้อุ้งมือของ 3 ป.
เมื่อเลือกนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ต้องได้เป็นนายกฯ
เมื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาก็โหวตคว่ำ
หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวแรกมีท่าทีหนึ่ง แต่คราวต่อมาก็พร้อมจะพลิก
ปรากฏการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีที่ผ่านมานี้แหละชัดแจ้ง
การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ตอนนี้วาระการต่อสู้เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การให้ประชาชนตัดสิน
เสนอทำประชามติว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
หัวข้อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ น่าจะเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดหน้า
เริ่มต้นจากทำประชามติ แล้วสรรหาวิธีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กำหนดให้แล้วเสร็จใน 4 ปี
จากนั้นยุบสภาแล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จัดเลือกตั้ง
ถ้าเป็นไปตามนี้ได้ ไทยต้องใช้เวลาอีก 4 ปีถึงจะมีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม
แต่หาก 4 ปีข้างหน้ายังใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันกันอยู่อีก
เท่ากับว่าไทยยังต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลจากการรัฐประหารกันอีกต่อไป
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

