‘ทัศนัย’ แซะ ม.เชียงใหม่ ก้าวหน้ามาก ต้องภูมิใจ ไม่มีมหา’ลัยไหนในโลก ฟ้องคดีแพ่ง-อาญา กับ น.ศ.-อาจารย์
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน บริเวณสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ จากกรณี นายศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ และ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (Media Art and Design) คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายยศสุนทร รัตตประดิษฐ์ นักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับหมายเรียกจากสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ ในคดีที่มี รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง (นิรันต์) อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มช. เป็นผู้กล่าวหา ในข้อหาร่วมกันเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นฯ จากการที่ ผศ.ทัศนัยและอาจารย์ นักศึกษาสาขาวิชา Media Art and Design ร่วมกันตัดโซ่ที่คล้องประตูหอศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 เพื่อเข้าไปจัดแสดงงานศิลปะประจำปีของสาขาวิชา หลังจากก่อนหน้านั้น ผู้บริหารหอศิลป์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว โดยทั้ง 3 ราย เข้ารับทราบข้อหาพร้อมกัน เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (10 พ.ย.)
ผู้สื่อข่าวรายงาน ช่วงเวลา 16.15 น. หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นฯ อาจารย์และนักศึกษาได้เดินเท้าลงมาจาก สน.ภูพิงคราชนิเวศน์ โดยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้อธิบายว่า ข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้ง คือร่วมกันเข้าไปบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็คือหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วร่วมกันทำให้เสียทรัพย์หลายอย่าง โดยให้การปฏิเสธไปทุกข้อกล่าวหา หลังจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้นัดหมายอีกครั้ง วันที่ 13 ธันวาคม 2565 ช่วงเช้า เพื่อฟังผลว่าเจ้าหน้าที่จะส่งฟ้องหรือไม่

ผศ.ทัศนัยกล่าวว่า ผมเห็นใจกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกกดดันมาจากผู้ที่ฟ้องคดี แล้วยังเป็นที่ปริศนาอยู่ว่า ตกลงใครได้รับมอบหมาย หรือมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้กันแน่ เพราะว่าตรงนี้เป็นคดีความจากผู้บริหารชุดเก่าที่หมดวาระการบริหารไปแล้ว พอตอนนี้มีผู้บริหารชุดใหม่ ซึ่งเราจะเดินข้ามถนนไปถามพวกท่าน ทั้งอธิการบดีและผู้บริหารคณะวิจิตรศิลป์ ว่าจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
“ส่วนตัวผมกลับเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ตรงที่ในอดีตข้อพิพาทในมหาวิทยาลัยได้เป็นคดีความทางการปกครอง ศาลปกครอง จากศาลปกครอง คดีความใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางการปกครอง ค่อยๆ เล็กลง คดีว่าด้วยความมั่นคง ผู้บริหารและอาจารย์ แจ้งจับนักศึกษาอย่างคดี 116, 113, 112 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ติดอันดับโลก อย่างคดีอาญา คดีแพ่ง เกิดจากผู้บริหารหรืออาจารย์ฟ้องอาจารย์ด้วยกัน
ในคดีอาญา คดีแพ่ง เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเลย อย่างการฟ้องนักศึกษาคดีอาญา ฟ้องนักวิจารณ์ศิลปะในคดีแพ่งและคดีอาญา ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยอย่างมาก เพราะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นในโลก ผมคิดว่าทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะต้องมีความภูมิใจกับเรื่องนี้” ผศ.ทัศนัยกล่าว

ด้านนายศรยุทธกล่าวว่า รอดูท่าทีปฏิกิริยาของผู้บริหารชุดใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกความขัดแย้งที่ก่อขึ้นโดยผู้บริหารชุดเก่า เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่คู่กรณีกัน
“แต่ว่าภาพที่ออกไปในสังคม ผมคิดว่าผู้บริหารชุดใหม่ ถ้าไม่มีข้อคิดเห็นกับกรณีนี้ ผมคิดว่าทำให้ภาพลักษณ์ของคณะวิจิตรศิลป์ลดลงไปเรื่อยๆ ส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้สึกเสียใจ หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาวะลำบากเลย มีแค่เสียเวลาอ่านงานวิชาการ เสียเวลาเขียนงานวิชาการ แต่ไม่รู้สึกลำบากอะไรเลย ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร
“เป็นเพราะหน้าที่ของอาจารย์ คือการพิทักษ์สิทธิของนักศึกษา ที่ถูกกีดกันออกจากพื้นที่ในการเรียนรู้ ถูกกีดกันออกจากพื้นที่สิทธิในการแสดงงาน ในการสอบ เพราะโครงสร้างของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการเอาเปรียบและกีดกันนักศึกษาที่เห็นแตกต่างทางการเมือง หน้าที่ของอาจารย์คือ ยืนอยู่ในจุดยืนที่มั่นคง แล้วสวนในข้อคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผล ตอบคำถามเขาออกไปว่า การทำแบบนี้ คือข้อผิดพลาดของโครงสร้างมหาวิทยาลัยที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม ที่ใช้ช่องทางบางอย่างมาทำร้ายนักศึกษา” นายศรยุทธกล่าว

นายศรยุทธกล่าวต่อว่า เราไม่เคยเห็นใช่หรือไม่ ที่ถูกอาจารย์ในคณะตัวเองฟ้อง สะท้อนให้เห็นโครงสร้างการบริหารที่เอื้อให้กับการเล่นงานนักศึกษาที่คิดเห็นแตกต่าง และทำให้เห็นว่าทางคณาจารย์มีวุฒิภาวะอยู่ในระดับไหน หัวใจของอาจารย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะโอบรับความแตกต่างทางการเมืองได้ ในทางกลับกัน ผู้เป็นอาจารย์กลับใช้ความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองเป็นความเกลียดชัง แล้วเล่นงานนักศึกษาด้วยกฎหมาย
ขณะที่ นายยศสุนทรกล่าวว่า มีอะไรต้องทำอย่างอื่นในชีวิต สิ่งที่เราทำก็คืองาน เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว
“ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดอะไรแบบนี้ หรือเขาคิดอะไรด้วยซ้ำ ถึงมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้เกิดขึ้น ความรู้สึกแรกก็คือทำตัวไม่ถูก อย่างที่อาจารย์ศรยุทธบอกว่า เป็นการปิดกั้นนักศึกษา ไม่ได้ช่วยอะไรนักศึกษาเลยด้วยซ้ำ แทนที่จะช่วยสักหน่อยหรืออยู่เฉยๆ ไม่ต้องมาขัดขวาง เรื่องผ่านมานานแล้ว จนแสดงเสร็จ ตัดเกรดในเทอมนั้นไปแล้ว แล้วนักศึกษามีสิทธิที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ตรงนั้นอยู่แล้ว และเป็นพื้นที่เรียนด้วย เป็นพื้นที่แสดงงานต่อสาธารณชน” นายยศสุนทรเผย

