สถานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังคงอยู่ในสภาวะคลุมเครือ
ว่าท้ายที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะไปต่อในทางการเมืองโดยเฉพาะการตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ กับพรรคการเมืองใด
แม้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์จะระบุถึงความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของตัวเองไว้ว่า ให้รอหลังการประชุมผู้นำเอเปคเสร็จสิ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ แต่ภาพความเคลื่อนไหว
ของพรรคการเมืองรอบข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะมีสัญญาณทางการเมืองที่ส่งออกมาอยู่ตลอด ทั้งการที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่สวมหมวกอีกใบเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาเดินเคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล โชว์ให้ทุกฝ่ายเห็นถึงระยะและความใกล้ชิด ในทางการเมือง
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะตัดสินใจนั่งเป็นแคนดิเดตนายกฯให้กับพรรค รทสช. ลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยจุดแข็งเรตติ้งมีคะแนนนิยมของบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ จากผลการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ที่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีคะแนนนำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง
คือ 23.94% ส่งผลให้สมาชิกและ ส.ส.ของแต่ละพรรคที่คิดจะลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ยังคงต้องอาศัยเรตติ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วยกรุยทางให้ได้เป็น ส.ส.
ส่วนสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้จะยืนยันกับสมาชิกและ ส.ส.ที่เข้าร่วมสัมมนาพรรค พปชร. ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า พร้อมจะนำพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มที่ และตั้งเป้าว่า จะนำพรรค พปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เพราะพรรค พปชร.ตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะมาบริหาร มาทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง
พร้อมกับมีความมั่นใจว่าสมาชิกพรรคจะช่วยกันนำพาพรรค พปชร.ให้มีความเข้มแข็งได้อีกครั้ง ขณะที่ความชัดเจนเรื่องรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พปชร.ในการเลือกตั้งหน้านั้น พล.อ.ประวิตรระบุว่า ให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสมาชิกพรรคเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเป็นการตอบตามทรงของนักการเมือง
แต่ผู้มีอำนาจระดับนำของ “กลุ่ม 3 ป.” รวมทั้งมีสถานะเป็นถึงหัวหน้าพรรค พปชร. ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การจะขับเคลื่อนให้เห็นถึงความชัดเจนในทางการเมือง ย่อมอยู่ในแผนและกลยุทธ์ต่อการเดินหน้าทางการเมืองอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะเปิดไพ่เด็ดและความชัดเจนทางการเมืองของผู้มีอำนาจในช่วงใด
บางครั้งการเดินเกมการเมืองด้วยความคลุมเครือ อาจจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้มีอำนาจอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เลือกที่จะใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองในช่วงนี้
ความไม่ชัดในทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดูจากเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งการแต่งตั้ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย มานั่งเป็นที่ปรึกษานายกฯอีกหนึ่งคน ท่ามกลางกระแสข่าวที่มีความเป็นไปได้สูงว่านายไตรรงค์อาจจะไปร่วมงานกับพรรค รทสช. ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจจะตัดสินใจเป็นแคนดิเดตนายกฯให้กับพรรค รทสช. สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจจะใช้ยุทธศาสตร์การเมือง
“แยกกันเดินรวมกันตี” กับ พล.อ.ประวิตร สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ เนื่องจากการใช้กลยุทธ์แยกกันเดินรวมกันตี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นการใช้จุดแข็งในเรื่องกระแสส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อดึงคะแนนเสียงในพื้นที่ภาคใต้ และกลุ่มอนุรักษนิยมที่ยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นการขจัดปัญหาและข้อต่อรองทางการเมือง ระหว่างสมาชิกพรรค พปชร.บางกลุ่ม
ส่วน พล.อ.ประวิตรยังเป็นหัวหน้าพรรคและสามารถขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคได้จนครบวาระ 4 ปี เป็นการแก้ปัญหานายกฯขาดตอนที่เป็นจุดอ่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์จะดำรงตำแหน่งนายกฯได้อีก 2 ปี หากได้รับเลือกเป็นนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 จะนั่งเป็นนายกฯได้ถึงแค่ปี 2568
แม้กลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ยังมีแต้มต่อในทางการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ มีเสียงของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน รอไว้อยู่ในมือ พร้อมที่จะโหวตเลือกรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ฟันธงกันล่วงหน้าได้ว่าจะต้องเป็นชื่อที่มาจากฝ่ายอนุรักษนิยม ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 ที่มีสาระสำคัญว่า ส.ว.ทั้ง 250 คน ยังมีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ได้ ในระหว่างห้าปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ช่วง 5 ปีแรกจะสามารถโหวตเลือกนายกฯได้ถึงปี 2567 ซึ่งมีขีดจำกัดคือ ร่วมโหวตนายกฯ ได้แค่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2566 จึงอยู่ที่ว่า แคนดิเดตนายกฯของกลุ่มผู้มีอำนาจชุดปัจจุบันจะเสนอชื่อบุคคลใด มาให้ทั้ง 250 ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯ โดยต้องเป็นไปด้วยความรัดกุม บนความได้เปรียบทางการเมือง หากกลุ่มผู้มีอำนาจคิดจะไปต่อในทางการเมืองอีกหนึ่งสมัย
อยู่ที่ว่ากลุ่มผู้มีอำนาจจะเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้องเดินหน้าทางการเมืองได้หรือไม่ ซึ่งผลการเลือกตั้งของประชาชนคือผู้ตัดสิน

