หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-30 พฤศจิกายน 2565 โดยไม่ครอบคลุมถึงความผิด 3 กรณี ได้แก่ 1.ทุจริตคอร์รัปชั่น 2.ความผิดทางอาญาที่รุนแรง และ 3.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช.

กรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน เพื่อนำไปสู่ความสงบสุข สามัคคี ปรองดองคนในชาติ โดยส่วนตัวเห็นด้วย แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นประชุมสภาสมัยสุดท้าย และมีกฎหมายสำคัญ
รอการพิจารณาหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.กัญชา ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่สำคัญ ส.ส.ไม่เข้าร่วมประชุมสภา ทำให้สภาล่มซ้ำซาก ถ้าเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกฉบับ อาจไม่ทันสมัยประชุมดังกล่าว เนื่องจาก ส.ส.ส่วนใหญ่ต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อหาเสียง ก่อนเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เพราะไม่มีใครอยากสอบตก
การเสนอกฎหมายดังกล่าว ที่มีร่างพิจารณาเพียง 7 มาตรานั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รับทราบ และมีเหตุผลอะไรที่ร่างกฎหมายเพียง 7 มาตราเท่านั้น หากเสนอร่างให้สภาพิจารณา พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านอาจไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือเปิดเวทีให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ประกอบกับรัฐบาลเหลือเวลา 4-5 เดือนก่อนครบวาระ ยังมีปัญหาหลายเรื่องที่แก้ไข โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเพิ่งเสนอกฎหมายดังกล่าวในช่วงประชุมสภาสมัยสุดท้าย ที่เหลือเวลาพิจารณาไม่มากนัก เชื่อว่าเป็นการโยนหินถามทางและสร้างกระแส เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคพลังธรรมใหม่ ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาพิจารณา มองว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพื่อล้างคดีทางการเมืองแก่ผู้ชุมนุมทุกกลุ่มสีหันหน้ามาสามัคคี ปรองดอง นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง แต่ไม่ครอบคลุมผู้กระทำความผิดคดีทุจริต คดีอาญาและ ม.112 ต้องพิจารณาคดีดังกล่าวตามปกติ ไม่ได้รับการยกเว้นอย่างใด ส่วนผลเสีย อาจมีผู้ไม่เห็นด้วย เนื่องจากสูญเสียผลประโยชน์ อาจนำไปสู่การคัดค้านหรือต่อต้าน โดยสร้างสถานการณ์ที่รุนแรงได้ มีเป้าหมายไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภาด้วย หากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของสภา ควรเก็บร่างดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่ารัฐบาลยุบสภา หรือครบวาระ เพื่อเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่หลังได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย และเปิดประชุมสภาแล้ว ควรเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่สภาพิจารณาอีกครั้ง
เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้านอาจสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อสลายความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย นำไปสู่ความสามัคคี ปรองดอง หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียวดีกว่า
รศ.พัฒนะ เรือนใจดี
ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

ต้องดูให้รอบคอบว่านิรโทษกรรมเรื่องอะไรบ้าง ประเด็นไหนบ้าง เพราะที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ หลายการกระทำเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดูให้รอบคอบ ซึ่งถ้าจะตีความว่าใครทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ถือว่าไม่ผิดทั้งหมด ก็ไม่ได้ ต้องดูเป็นเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ไป เพราะว่านิรโทษกรรมหมายถึง ไม่มีความผิด ฉะนั้นต้องดูให้ดี
ในส่วนที่ใส่ข้อยกเว้น “คดีทุจริตและคดี ม.112” นั้น ส่วนนี้ผมเห็นด้วย เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ต่อต้านกันอยู่แล้ว แต่ทางแพ่งและอาญามีประเด็นที่ว่า ทั้ง 2 นับรวมเรื่องอะไรบ้าง เช่น สมมุติว่ามีการกระทำความผิดกฎหมายอาญา ทุบ บุกสถานที่ราชการ วางเพลิง หรือปิดสนามบิน ถ้าส่วนนี้ถือว่าผิดกฎหมายอาญาทั้งหมด ผิดพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ทั้งสิ้น
ฉะนั้น การที่เราจะบอกว่าเฉพาะคดีทุจริต นอกนั้นได้หมด แบบนี้ก็อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว และในการกระทำการกระทำหนึ่งก็มีความแตกต่างกัน บางคนทำเพราะเหตุการณ์ทางการเมืองแบบหนึ่ง หรือบางคนทำเพราะเหตุการณ์ทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง จึงต้องดูให้ดี จะนับรวมแพ่งและอาญายกเว้นหมดไม่ได้
สำหรับ ส.ส.ฝ่ายค้านมีโอกาสสนับสนุน เพราะอาจนำไปโยงกับ นายทักษิณ ชินวัตร แต่การจะโยงแบบนั้นหรือไม่โยง จำเป็นต้องกรองให้ดีเช่นกัน เพราะมีหลายเหตุการณ์
ในส่วนภาคประชาชน ผมว่ามีโอกาสเสียงแตกเช่นกัน เนื่องจากประชาชนเองก็มีหลายฝ่าย บางคนเชียร์ฝ่ายหนึ่ง หรือบางคนเชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง จึงนับเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรรอรัฐสภาชุดใหม่ก่อน อย่ามาลักหลับหรือทำอะไรในช่วงท้ายของรัฐบาลเลย
สำหรับรัฐสภาชุดใหม่ หากมี พ.ร.บ.นี้กลับมาค่อยไปดูสถานการณ์ในช่วงตอนนั้นอีกครั้ง ทั้งนี้ มีโอกาสและไม่มีโอกาสเช่นเดียวกันที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ประท้วง เหมือนอย่างปี 2557 เนื่องจากบริบททางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อาจจะยิ่งกว่าเดิมก็ได้ หรืออาจจะเบาลงก็ได้เช่นกัน
อย่างน้อยที่สุดสำหรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ เป็นการปลุก หรือกระตุ้นให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา จากที่ราบรื่นอยู่แล้ว ในส่วนของนัยยะทางการเมือง คิดว่าบางพรรคการเมืองอาจจะใช้นำมาหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะเรียกคะแนนเพิ่มขึ้นได้สำหรับคนที่ชื่นชอบอยู่แล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ก็ต้องพิจารณาให้ดี เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยก็มีเช่นกัน
ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผมคิดว่าปัญหาคือคดีอาญาร้ายแรงนั้นตีความอย่างไร เพราะตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กลุ่มคนเสื้อแดงหลายคนถูกศาลจำคุกและบางคนพ้นโทษออกมาแล้ว ผมจึงมองว่ามันมีประโยชน์อย่างไรกับการนิรโทษกรรมสำหรับกรณีแบบนี้ เพราะล่วงเวลามาแล้ว หากเป็นเรื่องของการล้างมลทินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากถามว่าจะย้อนไปถึงใครอย่างไรบ้างนั้น ต้องไม่ลืมว่าในปี 2549 มีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง การรัฐประหารเองก็เป็นความผิดทางอาญา ผมคิดว่าจนถึงตอนนี้สิ่งที่ควรจะทำจริงๆ คือ การออกกฎหมายมาล้มล้างความผิดมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รับโทษไปแล้ว และมีประวัติอาชญากรรมในคดีการเมือง คิดว่าตรงนี้น่าจะเหมาะสมกว่าและอยากให้มองในเรื่องของการเยียวยา
ต้องลองนึกทบทวนดูดีๆ ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่ออะไร เพราะตอนนี้ยังไม่มีการพิจารณาคดีของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งเรื่องของการยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ต้องถามว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่กับร่างกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายที่ออกมาควรเป็นเรื่องของการเยียวยาคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองมากกว่าและล้างมลทินให้เขาไป โดยการออกร่างกฎหมายฉบับนี้
ออกมา ยังไม่สามารถพูดได้ว่าตกลงจะล้างผิดอะไร เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นคดีทางการเมือง ไม่เช่นนั้นเรามองว่าคดีทางการเมืองคืออะไร คือคดีฝ่าฝืนพระราชกําหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โทษที่ถึงขั้นต้องนิรโทษกรรม ผมว่าควรมองเรื่องใหญ่มากกว่า ต้องถามว่ามีใครได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตรงนี้หรือไม่ และผมก็ยังยืนยันคำตอบเดิมว่าการเยียวยาและลบล้างความผิดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า
หากถามว่า ท่าทีของ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะเป็นอย่างไร ผมยังตอบไม่ได้ แต่เห็นว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ และหากพูดถึงคดีการเมืองจริงๆ คือคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 แต่คดีอาญาร้ายแรงอื่นๆ นั้นคืออะไร ผู้เสนอเองก็ไม่ได้พูด ก็ไม่ได้เอื้อให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นถูกดำเนินคดีหลีกเลี่ยงภาษี และคดีที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ซื้อที่ดินผ่านสามี ถ้าเรามองกันในระบบกฎหมายนั้น ในยุคที่ทักษิณขายหุ้นหรืออะไรก็ตาม กฎหมายที่ออกคือการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ต้องมีการเสียภาษี ถ้าถามว่าจะนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองจริงๆ คดีขายหุ้นของทักษิณที่เป็นมูลเหตุของการรัฐประหารก็ต้องได้รับการนิรโทษกรรม แต่ไม่ควรต้องนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เพราะการซื้อขายหุ้นไม่ได้เป็นความผิด
ทั้งนี้ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่าเนื้อหามีการส่อไปในทางที่จะเอื้อต่อทักษิณโดยตรง แต่ผมก็ยังยืนยันว่าหากจะนิรโทษกรรมจริง ทักษิณก็ต้องได้รับผลดีด้วย เพราะว่าข้อหาที่ถูกดำเนินคดีในเรื่องการขายหุ้น ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้เป็นความผิดด้วยซ้ำ แต่มันมีความซับซ้อนมาก ตอนนั้นกลุ่ม กปปส.เองก็พูดว่าถ้าออกกฎหมายนิรโทษกรรม กระทรวงการคลังต้องคืนเงินให้ทักษิณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ ข้อยกเว้นมีมากเหมือนแทบจะไม่นิรโทษกรรมให้ใคร จึงไม่รู้ว่าจะนิรโทษกรรมให้ใคร และสรุปแล้วเหลือคดีอะไรบ้าง
ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะหรือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมคิดว่าไปสู้กันที่ศาลได้ แต่เมื่อกำหนดข้อยกเว้นไว้มาก จึงกลายเป็นว่าแล้วจะนิรโทษกรรมไปเพื่ออะไร จริงๆ ควรจะกำหนดว่าคดีทางการเมืองได้แก่อะไรบ้าง รวมถึงคดีมาตรา 112 และ 116 ไปด้วย คำว่าอาญาร้ายแรงนั้น ตอบอะไรไม่ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะเหลืออะไรบ้าง
ผมคิดว่าควรจะกลับไปทบทวนก่อน สำหรับผมคิดว่าในการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา รวมถึงช่วงโควิด-19 ก็ตาม เราควรจะแยกเป็น 2 ส่วนก่อน ส่วนแรกคือ กลุ่มผู้ชุมนุมหรือแกนนำที่ได้รับผลตัดสินคดีถึงที่สุดและออกมาจากเรือนจำแล้ว ต้องมองว่าทำอย่างไรให้เขาไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัว ต้องมองไปถึงกฎหมายลบล้างความผิด และมองในเรื่องของการชดเชย ถ้าเรามองว่าเป็นความผิดอันเกิดจากการกระทำทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิ ที่ประชาชนมีสิทธิ ก็ต้องมีการชดเชยเขา
ส่วนที่ 2 คือ กลุ่มที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟ้อง การตั้งข้อกล่าวหา และรวมถึงคนที่ยังอยู่ในการควบคุมตัว ผมคิดว่ากลุ่มนี้ก็ควรจะได้รับการนิรโทษกรรม จากนั้นความผิดควรจะมีอะไรบ้าง การชุมนุมทาง
การเมืองหรือความผิดทางการเมือง การนิรโทษกรรมจะครอบคลุมแค่ไหน ต้องพูดตรงๆ ว่า ในการชุมนุมเราเสียคนยุคใหม่ไปหลายคนในการที่ต้องถูกข้อหาที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ซึ่งเราไม่รู้ว่าในอนาคตเขาอาจจะทำประโยชน์ได้มากกว่านั้น แต่เราใช้กฎหมายมาบีบเขา
ผมคิดว่าคนเหล่านี้ควรได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะต้องมาวางกันใหม่ว่าใครบ้างที่ควรได้รับผลดี เราควรต้องมาจัดประเภทคน และความผิดกันก่อน

