หน้าแรก การเมือง การประชุมเอเป...

การประชุมเอเปคกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

13.11.22 | 14:37 น.

การประชุมเอเปคกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

การประชุมเอเปคที่จะมีขึ้นในประเทศไทยระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ มีความสำคัญกับประเทศไทยมากเพราะเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เอเชียแปซิฟิกที่เปิดโอกาศให้ประเทศไทยในการนำเสนอแผนยุทธศ่าสตร์ของประเทศรวมทั้งทิศทางความเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้านต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต อีกทั้งยังสร้างความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค ในทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของมนุษย์ การรับมือกับโรคภัยและภัยพิบัติและเรื่องอื่นๆ ที่จะต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อความยั่งยืนและมองทิศทางในอนาคตด้วย

ประเทศที่ก่อตั้งเอเปค คือ ออสเตรเลีย ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 21 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวเซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมีคำขวัญที่ประเทศไทยคิดขึ้น คือ “Open. Connect. Balance.” ขยายความได้ว่า การเปิดกว้างรับทุกโอกาส การสร้างความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลทุกแง่มุม จะเห็นว่าประเทศที่เป็นสมาชิกมีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและ ประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ (ถ้ามีการเจรจากัน) ในยามที่ทั้งโลกประสบทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอพยพย้ายถิ่น และปัญหาอึ่นๆ อีกมากมาย

เมื่อกลับไปที่การเริ่มก่อตั้งในปี 1989 ซึ่งเป็นช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ทำให้โลกนี้ไร้พรมแดน หลายประเทศก็ต้องการความอยู่รอด ด้วยการร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ที่ต้องพึ่งพาวัถุดิบและทรัพยากรจากประเทศที่กำลังพัฒนา

เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การประชุมสุดยอดเอเปค ที่ อ่าวซูบิค ซึ่งเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือเสรี ประเทศฟิลิปปินส์ในปี 1996 ก็อาจแป็นบทเรียนได้ในครั้งนั้น ญี่ปุ่นและสหรัฐมีบทบาทมาก เนื่องจากเศรษฐกิจของโลกกำลังตกต่ำ นับเป็นการประชุมสำคัญเนื่องจากประธานาธิบดี บิล คลินตัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาได้เข้าร่วมแถลงนโยบายร่วมกับประเทศในกลุ่มด้วย

วัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนั้น เพื่อพัฒนาความเข็มแข็งของการค้าแบบพหุภาคีหรือการค้าแบบหลายฝ่าย ด้วยการลดอุปสรรคทางการค้าในด้านสินค้าและการบริการ การลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกและการเปิดเสรีทางการค้า ในส่วนของฟิลิปปินส์ ฟิเดล รามอส ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในขณะนั้นได้วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และท่านนี้เองที่ได้ปลด ฟิลิปปินส์ออกจากการเป็น Sick man of Asia และกลับมาพัฒนาเศรษกิจให้รุ่งเรืองอีกครั้ง และได้ออกจากการควบคุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก่อนปี 1997 ซึ่งได้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในเอเชีย แต่กระทบกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์น้อยมาก เพราะทั้งสองประเทศได้ปรับเศรษฐกิจก่อนหน้านั้นแล้ว

Advertisement

แต่ที่สำคัญ รามอส ได้ให้ผู้นำในแต่ละประเทศ ได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจของโลก ในปี 2010 จะเป็นอย่างไร โดยใส่ไว้ใน Time Capsule (แคปซูลกาลเวลา) คือการรวบรวมความคิดเห็นของผู้นำช่วงหนึ่ง เพื่อเป็นความทรงจำให้คนรุ่นต่อไปได้ทราบ ประธานาธิบดีรามอสได้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฟิลิปปินส์เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ของผู้นำในสมัยนั้น

จากการประชุมเอเปคในครั้งนั้นทำให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ขยายตัวมากขึ้นทำให้การส่งออกสูงถึง 82 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั่วโลก การนำเข้า 85 เปอร์เซ็นต์จากการนำเข้าของหุ้นส่วนทางการค้า และการลงทุนต่างชาติมีถึง 64 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมจ้างพยาบาลฟิลิปปินส์ ถึง 176,368 คน ทำให้ฟิลิปปินส์มีเงินทุนสำรองที่พยาบาลเหล่านี้ส่งเงินเข้าประเทศมากตามไปด้วย การขับเคลื่อนเศรษกิจครั้งนั้น รามอสได้มีกฏหมายการลงทุนรองรับอย่างชัดเจน

นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ผู้นำประเทศไทยจะมีนโยบายอย่างไรในการนำประโยขน์ต่างๆ มาสู่ประเทศไทย มิใช่ดึงดูดการท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป แต่น่าจะทำคำขวัญให้เป็นจริงอย่างยั่งยืน

เอเปคเป็นองค์กรที่ร่วมมืออย่างหลวมๆ มิได้มีความเข็มแข็งเหมือนประชาคมยุโรป และมิได้มีองค์กรเหนือชาติเป็นผู้กำกับให้ประเทศสมาชิกทำตามภารกิจที่ตกลง เพราะฉะนั้นประเทศไหนไวกว่าจะได้ประโยชน์กว่า ที่แน่นอนคือทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นจะได้ประโยขน์จากการประชุมนี้อย่างแน่นอน การที่จะเปิดประเทศให้ยั่งยืนได้ต้องมีกฎหมายรองรับ การที่จะสร้างความเชื่อมโยงได้ต้องขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศต่างๆ โดยไม่รังเกียจประเทศใด เพื่อสร้างความสมดุลของความร่วมมือในด้านต่างๆ และคิดว่าการประชุมครั้งนี้จะนำประโยชน์มาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ในแต่ละครั้งมิได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ใช้คำที่แตกต่างกันเท่านั้น

แต่ในครั้งนี้ที่สำคัญคือ ปัญหาโควิด 19 กระทบกับปัญหาเศรษฐกิจและนำไปสู่อาชญากรรมในภูมิภาคนี้ ที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกัน เพราะปัญหานี้นำไปสู่ (Spill over) ปัญหาทางเศรษฐกิจทั่วโลก