สถานีคิดเลขที่ 12 : แตกกระจาย แต่ไร้ทางเลือก
สําหรับพรรคการเมืองฟากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่หลายคนอาจเรียกขานรวมๆ ว่า ฝ่ายอนุรักษนิยม-ฝ่ายขวา
ดูเหมือน ณ ขณะนี้ พรรคการเมืองเหล่านั้นกำลังเตรียมตัวรับมือกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ผ่านภาวะของการกระจายตัว หรือคลี่คลายขยายตัวครั้งใหญ่
อย่างไรก็ดี…
ไม่ว่าข่าวคราวเรื่องราวว่าด้วยพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะสื่อถึงรอยร้าวแท้จริงระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หรือเป็นเพียงกลยุทธ์แนว แยกกันเดิน ร่วมกันตี ซึ่งท้ายสุด ยังมีเป้าหมายทางการเมืองเดียวกัน
ไม่ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนี้ จะมีลักษณะ เลือดไหลออก หรืออวัยวะภายในทะลักกระฉอกออก ขนาดไหน
ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะโชว์บารมีในการดึงดูดนักการเมืองต่างพรรคเพียงใด
กลับเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อย ที่ปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ กลับมิได้นำไปสู่ทิศทางใหม่ๆ ทางการเมือง
ตรงกันข้าม เหมือนผู้เล่นทั้งหมดจาก พรรคอนุรักษนิยม-ฝ่ายขวา กำลังพยายามปักหลักอยู่ตรงพื้นที่แบบเดิม ยุทธภูมิแห่งเดิม ที่ตนเองพอจะถือความได้เปรียบหรือมีความชำนิชำนาญในการออกรบอยู่แล้ว หรือไม่ก็ยังยึดติดกับฐานประชากรขั้วเดิมที่ภักดีต่อพวกตนมาตลอดนั่นแหละ
พวกเขาเพียงแค่พยายามจะจัดสรรปันส่วน-จัดสมดุลรอบใหม่ หรือไล่เรียงอันดับใหญ่-เล็กกันใหม่ ในระหว่างพรรคการเมืองฟากเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้น สภาวะกระจายตัว-คลี่คลายขยายตัว ที่กำลังดำเนินไปในห้วงเวลานี้ ยังไม่ได้นำไปสู่การมี ทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นมา แต่อย่างใด
เพราะแม้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเหลือเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแค่สองปีหลังการเลือกตั้งหนหน้า (ตามกฎกติกาปัจจุบันและคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญ)
แต่กระนั้น เขากลับยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่เข้มแข็ง-มีความนิยมสูงสุด หากเทียบกับบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล-ร่วมอุดมการณ์ โดยที่ยังไม่มีแคนดิเดตฝั่งเดียวกันรายไหน ซึ่งจะมีศักยภาพสูงเท่า หรือได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนมากเท่า พล.อ.ประยุทธ์ (หากพิจารณาจากผลโพลต่างๆ ที่ทำออกมา)
เช่นเดียวกับ ผู้นำหน้าใหม่ๆ ที่ยังควานหาตัวไม่พบ
นี่คือภาวะจำกัดจำเขี่ยอันน่าเหลือเชื่อของ ฝ่ายอนุรักษนิยม-ขวาไทยร่วมสมัย
สถานการณ์ข้างต้นดูจะผิดแผกจากสภาพการณ์ปัจจุบันของพรรคการเมืองที่ถูกนิยามว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายก้าวหน้า อยู่พอสมควร
พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล สองพรรคการเมืองใหญ่ใน ฝ่ายค้าน นั้นนำเสนอตนเองในฐานะ สองทางเลือก ที่มีความแตกต่างกันชัดเจน (แม้เป้าหมายใหญ่จะคล้ายคลึงกัน) ผ่านรูปแบบการนำ ตลอดจนวิสัยทัศน์-จุดเน้นนโยบาย ที่ไม่เหมือนกัน
และเอาเข้าจริง ทั้งสองพรรคอาจมีฐานคะแนนเสียงหลักๆ ซึ่งมาจากประชากรคนละกลุ่มกันด้วยซ้ำ (แม้จะมีบางส่วนที่คงเหลื่อมซ้อนกันอยู่บ้าง)
ด้านหนึ่ง ความแตกต่างเช่นนี้ย่อมนำมาสู่ประเด็นถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้ง ดราม่า หรืออาการระแวง ไม่ไว้ใจ ไม่เข้าใจกัน ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ทว่า อีกด้าน ก็สามารถมองโลกในแง่ดีได้ว่า พรรคการเมือง ฟากฝ่ายค้าน ณ ปัจจุบัน นั้นมีตัวเลือกหลากหลาย ที่ดำรงอยู่จริงๆ อันแสดงให้เห็นถึงการมี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ของ ฝ่ายประชาธิปไตย
นี่เป็นคุณสมบัติ-คุณภาพ ที่ยังไม่ปรากฏในอีกฝั่งฟากหนึ่งทางการเมือง
แม้จะเริ่มมีการกระจายแตกตัวในแง่ ปริมาณ บังเกิดขึ้นกับฝ่ายนั้นแล้วก็ตาม
ปราปต์ บุนปาน

