ไม่ว่ามองผ่านการแยกตัวจากพรรคประชาธิปัตย์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อไปจัดตั้ง พรรครวมพลัง (ชื่อเดิมคือ “รวมพลังประชาชาติไทย”) ถามว่าเป้าหมายเพื่ออะไร
เด่นชัดว่าเพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่ามองผ่านการแยกตัวจาก พรรคประชาธิปัตย์ ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ไปเป็นประธานบริหาร พรรครวมพลังประชาชาติไทย และต่อมาตั้ง พรรคไทยภักดี ถามว่าเป้าหมายเพื่ออะไร
เด่นชัดว่าเพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ “ไปต่อ” ทางการเมือง
ไม่ว่ามองผ่านการแยกตัวจาก พรรคประชาธิปัตย์ ของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไปร่วมกับ พรรคพลังประชารัฐ และต่อมาได้ขึ้นเป็นหัวหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติ ถามว่าเป้าหมายเพื่ออะไร
เด่นชัดว่าเพื่อเป็นฐานทางการเมืองให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการเลือกตั้งปี 2566
ไม่ว่ามองผ่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่ามองผ่าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ไม่ว่ามองผ่าน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน
นั่นก็คือ ต้องการเป็น “ฐาน” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากมองผ่าน “เป้าหมาย” หากมองผ่านกระบวนการทางการเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ มองผ่านบทบาทของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามว่าเป้าหมายทางการเมือง ณ วันนี้คืออะไร
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าแทบไม่แตกต่างไปจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
นั่นก็คือ ต้องการหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ไปต่อ”
เมื่อทั้ง พรรครวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ล้วนดำรงอยู่เพื่อต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ “ไปต่อ” ได้สืบทอดอำนาจ
คำถามก็คือ มีความจำเป็นอะไรที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ต้องแยกออกจากพรรคประชาธิปัตย์ จาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
นี่คือคำถามที่นับวันจะแหลมคมยิ่งก่อน “การเลือกตั้ง”
นับแต่ก่อรูปขึ้นเป็น พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดือนเมษายน 2489 ความคิดพื้นฐานของพรรคประชาธิปัตย์คือต่อต้านเผด็จการ เชิดชูระบอบประชาธิปไตย
ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ คนประชาธิปัตย์เปลี่ยนเมื่อไหร่
พลันที่ผ่านรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ผ่านรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เกิดคำถามต่อพรรคประชาธิปัตย์
ต่อความเป็น “สถาบัน” ต่อการต่อต้าน “เผด็จการ”

