หน้าแรก การเมือง พิธา อัด รบ. ...

พิธา อัด รบ. ฝันใช้เอเปค สร้าง ศก.สีเขียว แค่ PM2.5 ฝุ่นข้ามชาติ ยังไร้ภาวะผู้นำจะแก้ไข

15.11.22 | 20:30 น.

พิธา อัด รบ. ฝันใช้เอเปค สร้าง ศก.สีเขียว แค่ PM2.5 ฝุ่นข้ามชาติ ยังไร้ภาวะผู้นำจะแก้ไข

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง [ จาก ASEAN ถึง APEC ถึง BCG Economy โอกาสที่สูญเปล่าในการแก้ปัญหา “ฝุ่นข้ามชาติ” ให้กับคนไทย ] โดยมีรายละเอียดดังนี้

สัปดาห์ที่ผ่านมารวมถึงสัปดาห์นี้มีเวทีใหญ่ระหว่างประเทศถึง 2 เวที จาก ASEAN ถึง APEC แต่น่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่สามารถใช้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนไทย นั่นคือปัญหา PM 2.5 ที่คนไทยต้องเจออยู่ทุกปี และปัญหากำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กรมการแพทย์เปิดเผยว่าในแต่ละปีคนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเป็นอันดับ 2 หลายท่านคงโทษบุหรี่ แต่ข้อมูลที่ออกมาตรงกันข้ามครับ เพราะข้อมูลของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขออกมาตรงกันข้ามว่าภาคเหนือที่มีประชาชนสูบบุหรี่น้อยที่สุด กลับมีอัตราการตายจากมะเร็งปอดสูงที่สุด

นอกจากนี้ เรายังเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากมะเร็งปอดสูงกับปัญหามลพิษ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ หรือกรุงเทพมหานคร ข้อมูลจาก Rocket Media Lab บอกเราว่าในแต่ละปี คนที่อาศัยในกรุงเทพฯได้รับมลพิษจาก PM2.5 เท่ากับการสูบบุหรี่ปีละ 1,261 มวน

เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่าปัญหามลพิษ PM2.5 เป็นปัญหา “ฝุ่นข้ามชาติ” ที่ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศเดียวได้ ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นในต่างประเทศล้วนมาจากความร่วมมือ ซึ่งเราเรียนรู้ได้จาก เราดูได้จาก Convention on Long-Range Transboundary Air-Pollution (LRTAP) ของยุโรป สหรัฐ และแคนาดา ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ลดมลภาวะได้ 30-80% และเพิ่มอายุขัยของชาวยุโรปถึง 1 ปี และที่ LRTAP ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะมีกลไกในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศตลอดจนมีกลไกในการจำกัดมลภาวะแต่ละประเภทที่ประเทศสมาชิกสามารถปล่อยได้

Advertisement

ถึงแม้ว่าอาเซียนจะมี “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษและหมอกควันข้ามแดน” ปี 2002 มี “แผนปฏิบัติการเชียงราย” ปี 2017 ในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์อาเซียนปลอดหมอกควันในปี 2020 แต่ก็ปัญหากลับเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีจุดความร้อนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นจาก 79,000 จุดในปี 2017 เป็น 130,000 จุดในปี 2020 จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ Green Peace Thailand

นอกจากนี้ ความร่วมมือนี้ส่วนใหญ่ยังเน้นการแก้ปัญหาระหว่าง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย มากกว่าการแก้บนภาคพื้นทวีป อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลางตอนบนต้องทนกับปัญหาหมอกควัน และโรคมะเร็งปอด

ถ้าประเทศไทยยังต้องการแสดงภาวะผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ผมคิดว่าเราต้องมีความกระตือรือร้นมากกว่านี้ในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน เพื่อให้คนไทยและคนประเทศอื่นในอาเซียนสามารถเข้าถึงอากาศสะอาดซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้ได้ และลดอัตราการตายจากมลพิษของคนไทยและประชาชนอาเซียนให้ได้

เนื่องในโอกาสที่สัปดาห์นี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปคที่เราจะเสนอ “ร่างเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว” (BCG Economy) ซึ่งเป็นนโยบายสวยหรูให้ผู้นำเอเปคลงนาม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะสามารถแสดงบทบาทผู้นำเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันในอาเซียนลุ่มน้ำโขงได้จริงๆ เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจและสังคมสีเขียวจริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบายที่สวยหรูอีกต่อไป

ถ้ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นรูปธรรมได้ “ร่างเป้าหมายกรุงเทพฯ” จากเวทีเอเปคในครั้งนี้ ก็คงจะเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อให้รัฐบาลใช้ตัดริบบิ้น จัดอีเวนต์ ชนแก้วไวน์กับผู้นำโลก เป็นคำสวยหรูผักชีโรยหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อะไรกับชีวิตประชาชนจริงๆ”