“ประยุทธ์” ปาฐกถาพิศษ APEC CEO Summit 2022 ประกาศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG เป็นวาะแห่งชาติ ส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจที่ยั่งยืน วางเป้าหมายขับเคลื่อนการค้าการลงทุน ผลักดันการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดขยะให้เป็นศูนย์
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 พ.ย.ที่ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน APEC CEO Summit 2022 โดยมี ประธานเอเปค ซีอีโอ ซัมมิท ปี 2565 และประธานคณะกรรมการ ร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คณะผู้แทนเอแบค นักธุรกิจ เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในฐานะที่เอเปค ซีอีโอ ซัมมิท เป็นหนึ่งในการรวมตัวของภาคธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค การกลับมาอีกครั้งของการประชุมในรูปแบบพบหน้ากัน ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกให้แก่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการที่ทุกคนมาร่วมประชุมสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคของเรากลับมาเดินหน้าทำธุรกิจอย่างเต็มที่อีกครั้งหลังจากที่ชะงักงันมาหลายปี การกลับมาครั้งนี้เป็นโอกาสให้เราฟื้นฟูความเชื่อมโยง รื้อฟื้นความสัมพันธ์ และ สานต่อความร่วมมือระหว่างกัน
ขณะที่โลกกลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้งในยุคหลังโควิด ไทยกำลังขับเคลื่อนความร่วมมือเอเปค ในประเด็นที่ท้าทายและมีวิสัยทัศน์ ได้แก่ ประเด็นการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ความจาเป็นในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการเดินทาง วาระความยั่งยืนของ โลก โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูงในปัจจุบัน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้สะท้อนอยู่ในหัวข้อหลักของ เอเปคปีนี้ คือ OPEN.CONNECT.BALANCE

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้หัวข้อหลักนี้ ประเด็นสำคัญของเอเปคถูกนำทางโดยแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีที่เป็นวาระ แห่งชาติและประเทศไทยได้นำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูจากผลกระทบของโควิด-19 ตลอดจน เป็นแผนแม่บทสาหรับการพัฒนาและการเติบโตในระยะยาวที่สมดุล ยั่งยืน และครอบคลุม เศรษฐกิจ บีซีจีผสานแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ เศรษฐกิจชีวภาพเกี่ยวข้องกับการผลิตที่เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่สินค้าที่มาจากทรัพยากรและวัตถุดิบชีวภาพที่ใช้แล้วไม่มีวันหมดไปเศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งให้เกิด ระบบการผลิตและการบริโภคสินค้าและบริการแบบฟื้นสร้าง โดยมีการวางแผนตั้งแต่การออกแบบ ระบบที่ให้ความสำคัญกับการลดขยะและมลพิษ ในขณะเดียวกัน ก็พยายามใช้วัตถุดิบซ้ำให้เกิด ประโยชน์สูงสุด สุดท้าย เศรษฐกิจสีเขียวส่งเสริมพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบและโมเดลเศรษฐกิจ ที่ยั่งยืน ซึ่งสร้างผลกาไรควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
ด้านแนวทางเศรษฐกิจทั้งสามข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้แนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี แตกต่างออกไปคือ การตระหนักว่าความท้าทายหลากหลายที่เราประสบอยู่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยง และคาบเกี่ยวกัน ดังนั้น การแก้ปัญหาของเราจึงต้องไม่เป็นไปแบบแยกส่วน ด้วยเหตุผลนี้ เศรษฐกิจบีซีจีจึงให้ความสำคัญและผลักดันการใช้สามแนวทางเศรษฐกิจนี้ร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์แบบทวีคูณไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้อย่างเสียอย่าง ทั้งนี้ บนหนทางสู่การพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และครอบคลุมนั้น ภาคเอกชนมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“ขอขอบคุณสำหรับความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย การร่วมมือกับภาคเอกชน เป็นส่วนสำคัญต่อกระบวนการเอเปค และผมให้ความสำคัญกับมุมมองและการสนับสนุน จากภาคธุรกิจในการดำเนินความร่วมมือในด้านต่าง ๆ
โดยมีสามประเด็นที่เชื่อว่าภาครัฐและภาค ธุรกิจ สามารถร่วมมือกันได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งการส่งเสริมความยั่งยืน ซึ่งทุกวันนี้ เราเผชิญหน้ากับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม อย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน เราได้เห็นพายุและภัยแล้งเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิโลก และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น คุณภาพอากาศที่ย่าแย่ลง และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเรา เราจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าการ เติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวของภูมิภาค”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการผลักดันการเติบโตที่สมดุลและครอบคลุม เราได้กำหนดให้ความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญ สูงสุดของเอเปคในปีนี้ และเรามุ่งมั่นที่จะนำเศรษฐกิจบีซีจี มาขับเคลื่อนการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นในระยะยาว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งหาหนทางที่เหมาะสมให้ธุรกิจยังสามารถมีผลกำไรได้
“ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า เราทุกคนสามารถร่วมมือกันได้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและพัฒนา วิถีการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับเอกชนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนและครอบคลุม เราจะต้องเปลี่ยนการกระทำของเราในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม พวกเราสามารถร่วมมือกันเพื่อใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพที่เข้มแข็ง ของเราผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี นำทรัพยากรอันมีค่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ของเสียเป็นศูนย์ในกระบวนการผลิต
ที่สำคัญที่สุด ธุรกิจสามารถมุ่งไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่ล้ำสมัยในการผลิตของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ยัง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และวิธีการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ที่ภาคเอกชน ทั่วโลกให้ความสำคัญมากในขณะนี้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนนั้นไม่ง่ายและต้องทำแบบรอบด้าน เรากำลังสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการลดของเสีย และการปล่อยก๊าซมลพิษ การค้าและการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น รวมถึงนวัตกรรม ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ขณะเดียวกัน การเงินการคลังที่ยั่งยืน ก็มีความสำคัญยิ่งต่องานของเรา การประชุมรัฐมนตรี คลังเอเปคเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความสาคัญของเรื่องนี้ ดังนั้น ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินที่ยั่งยืนที่อิงกลไกตลาด ตราสารทางการเงิน และเทคโนโลยี รูปแบบใหม่ เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน เราจะสานต่อการทางานเพื่อ สร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเส้นทางไปสู่ความยั่งยืนของไทย เรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุ เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม EV และการพัฒนาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
ในการนี้ ไทยมุ่งจะเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่ง หนึ่งในอนาคตอันใกล้ โดยเราพร้อมร่วมมือทางด้านการเงินและด้านวิชาการ ตลอดจนการแบ่งปัน ความรู้ การเผยแพร่เทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถกับทุกท่าน อย่างรอบด้าน เพื่อบรรลุ เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้
ทั้งนี้ การเจริญเติบโตที่ครอบคลุม เราต้องมั่นใจว่าเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังใน เส้นทางการพัฒนาของเรา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีที่ผลักดันให้เรามองไกล ไปกว่าเพียงแค่การสร้างผลกำไรให้มากที่สุด และหันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่สมดุล ครอบคลุม และ ยั่งยืน การเจริญเติบโตนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในภูมิภาคของเรา จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่ต้องทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการทาธุรกิจ ผ่านการเสริม ทักษะที่จำเป็น ขยายโอกาสในการจ้างงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออานวยต่อการประกอบ ธุรกิจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เอเปคผลักดันให้มีการปฏิรูปทางโครงสร้างและมาตรการที่จำเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ทางการเงินสำหรับการลงทุนที่มีคุณภาพ และขจัดอุปสรรคของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป กฎระเบียบภายใน การส่งเสริมบรรยากาศของการดำเนินธุรกิจและการลงทุน การช่วยเหลือ MSMEs และกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยีดิจิทัล และปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ เราต้องดูแล MSMEs ของพวกเรา
ซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 98 ของธุรกิจทั้งหมด ในภูมิภาค และคิดเป็นร้อยละ 40-60 ของ GDP ในเขตเศรษฐกิจเอเปคส่วนใหญ่ เรามุ่งที่จะร่วมมือกับพวกท่านเพื่อทำให้ MSMEs ของพวกเรามีขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น นอกจากนี้ สตรีและเยาวชนก็มีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม ควบคู่กับการคานึงถึงเพศสภาวะในการจัดทำนโยบายต่าง ๆ เราจะผลักดันการเสริมพลังสตรีและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่าง แท้จริง
“สำหรับเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของเรา เราต้องรับฟังเสียงของพวกเขา เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้รับ ปฏิญญาผู้แทนเยาวชนจากกลุ่มการประชุมผู้แทนเยาวชนเอเปค ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การเร่งรัด การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนและการปกป้องโลกเพื่อคนรุ่นหลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการมุ่งไปสู่ดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นมิติใหม่ของการสร้างอาชีพ และการเจริญเติบโตในภูมิภาคของเรา เอเปคจึงเน้นให้เรื่องการมุ่งไปสู่ดิจิทัลเป็นหนึ่งในประเด็น สาคัญในปีนี้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพจะสร้างโอกาสอย่างมหาศาลสาหรับธุรกิจทั้ง ในและนอกภูมิภาค อนาคตของภูมิภาคขึ้นอยู่กับเราที่จะต้องร่วมมือกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพ ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล ซึ่งจะเป็นตัวเร่งทางเศรษฐกิจที่สาคัญขณะที่เราฟื้นตัวจากผลกระทบ ของโรคระบาด และจะมีส่วนต่อการพัฒนาของภูมิภาคในระยะยาวต่อไป ซึ่งปีนี้ เราได้วางรากฐานสำหรับภูมิภาคในการปฏิรูปทางโครงสร้างให้สอดรับกับสถานการณ์ ปัจจุบัน ขับเคลื่อนงานที่ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การค้าดิจิทัลและความเชื่อมโยง และเร่งรัดการดำเนินการตามแผนงานด้านอินเทอร์เน็ตและเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเปค อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลาย เรื่องที่เราต้องทำ โดยเราจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการลดช่องว่างด้านดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ความตระหนักรู้ พัฒนาขีดความสามารถ และส่งเสริมทักษะทางดิจิทัล เพื่อยกระดับความสามารถของ ภาคแรงงานในยุคดิจิทัล
“ในส่วนของไทย เรากำลังปรับตัวเพื่อให้เท่าทันต่อการพัฒนาอย่างรวดเร็วในภาคดิจิทัล และดำเนินการปฏิรูปทางโครงสร้างที่จำเป็น เพื่อให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เศรษฐกิจดิจิทัลคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 14 ของ GDP ของไทย ไทยมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดลำดับต้น ๆ ของโลก โดยมีอินเทอร์เน็ตบ้านเร็ว ติดอันดับ หนึ่งในห้าของโลก ตามการจัดอันดับความเร็วอินเทอร์เน็ตโลก
ด้วยปัจจัยนี้ ไทยมองว่าภาคธุรกิจ ดิจิทัลจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของ GDP ของไทยภายในปี 2573 ประเทศไทยมีความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับท่าน และยินดีต้อนรับการลงทุน และแรงงานที่มีทักษะและแรงงานขั้นสูงเพิ่มเติมในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล เรากาลังส่งเสริม อุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจทั้งทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยเน้นการพัฒนาซอฟท์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และธุรกิจที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มี ความสามารถเข้ามาทางานในไทยมากขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เปิดตัวโครงการตรวจลงตราประเภท ผู้พำนักระยะยาว 10 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน ดิจิทัล” นายกรัฐมนตรีกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยได้จัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ อีอีซีดี เป็นเขตนวัตกรรมดิจิทัลแห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ EEC และเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ นวัตกรรมของภูมิภาค ที่นักลงทุนและนักบุกเบิกด้านดิจิทัลสามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนและสนับสนุน การเติบโตของระบบนิเวศที่มีนวัตกรรมและโครงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง และทั้งหมดนี้ คือ ทิศทางที่ไทยเชื่อว่าจะเป็นหนทางที่ภูมิภาคและโลก ต้องก้าวไปให้ถึง หากเราจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากผลกระทบของโควิด-19 และเติบโตในระยะยาวอย่างสมดุล ยั่งยืน และครอบคลุม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อบูรณาการปัจจัยขับเคลื่อนเป้าหมายที่กล่าวมาทั้งหมด ไทยขอเสนอให้ผู้นำเอเปค รับรองเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี ในปลายสัปดาห์นี้ เอกสารฉบับนี้ จะกำหนด ทิศทางของเอเปคไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน วางเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความพยายามในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน ผลักดัน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และปรับปรุงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดขยะให้เป็นศูนย์
ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากภาคเอกชน การเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง ระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้ภูมิภาคของเราก้าวไปข้างหน้าและเติบโตไปสู่ อนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุม และสมดุล ด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และในขณะที่รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น ยืดหยุ่น และสร้างสรรค์ของ ภาคเอกชนที่จะขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในเอเปคให้ก้าวหน้าต่อไป
“ผมยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับภูมิภาคของเราในช่วงเช้านี้ และขอเน้นย้ำว่าเรา ต้องร่วมมือกันเพื่อสานต่อความเป็นหุ้นส่วนและทาให้ความมุ่งหวังของเรากลายเป็นจริงได้อย่างเป็น รูปธรรมสูงสุดในอนาคต” นายกรัฐมนตรี กล่าว


