อาฟเตอร์ช็อกเวที ‘เอเปค’ ตัดเกรด รบ.-อีเวนต์อินเตอร์

21.11.22 | 12:37 น.

อาฟเตอร์ช็อกเวที ‘เอเปค’ ตัดเกรด รบ.-อีเวนต์อินเตอร์

หมายเหตุเป็นความเห็นของนักวิชาการต่อผลการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

การประชุมเอเปคโดยภาพรวมขอชื่นชมรัฐบาล มีการวางแผนไว้รอบด้านและครอบคลุม แต่ละฝ่ายทำงานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ แต่ยังมีมุมที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม คิดว่าทางฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจความรุนแรงเกินไป เชื่อว่ารัฐบาลไม่เข้าใจการชุมนุม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ เศรษฐกิจ หรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหญ่ๆ ระดับโลก การชุมนุมประท้วงจะเกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ขอใช้คำนี้เพราะว่าจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการชุมนุมระดับโลก

Advertisement

การขับเคลื่อนในเรื่องเศรษฐกิจทุนนิยม ทำให้คนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด แต่มีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ รวมทั้งปัญหาที่จะตามมาในเรื่องสิ่งแวดล้อม มลภาวะ ในเวทีประชุมนานาชาติระดับสากล จะมีการชุมนุมประท้วงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มทุนทั้งหลาย การชุมนุมในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นทั้งโลกที่มีการประชุมนานาชาติ

การชุมนุมในประเทศไทย รัฐบาลมีจุดอ่อนค่อนข้างมากในการดูแล หรือไม่เข้าใจเงื่อนไขการชุมนุมของประชาชน กลุ่มผู้ชุมนุมถูกโยงไปในเรื่องการเมือง ในความหมายอย่างอื่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิมๆ แต่เปลี่ยนเงื่อนไขประเด็นในการชุมนุม ครั้งหนึ่งชุมนุมเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งการต่อต้านการประชุมเอเปค ทำให้รัฐบาลใช้เหตุผลนี้ในการปราบปรามค่อนข้างรุนแรง จนไปกระทบธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปในการชุมนุมเศรษฐกิจระดับนานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้นานาชาติได้เห็นคือ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นในแวดวงสากล ไม่ว่าจะเป็นชะลอมไม้ไผ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของการประชุมเอเปค เนื้อโคจากภาคอีสาน ปลาเค็มจากภาคใต้ แสดงว่าประเทศไทยเริ่มเข้าใจแนวความคิดเกี่ยวกับซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power)

หากมองว่าการประชุมเอเปคมีผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่ เรื่องนี้มีแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มการเมืองจะนำไปโจมตี โดยอ้างว่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีมาตรการควบคุมการชุมนุมที่ดี

ถ้าดูข้อดีข้อเสียในการประชุมเอเปคต่อประเทศไทยหากดูโครงสร้างในระดับสากล เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นความร่วมมือกัน จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุนนิยม หากดูความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คิดว่าจีนจะมีบทบาทและอิทธิพลสูงมากขึ้น โดยดูจากภาพความสัมพันธ์ของเจ้าภาพประเทศไทยแล้ว มองว่ารัฐบาลไทยเอนเอียงไปทางจีนมากขึ้น โดยสะท้อนจาก 1.สี จิ้นผิง ซึ่งมีอำนาจมากในรัฐบาลจีน สามารถวิพากษ์วิจารณ์ในการประชุมเอเปคได้ โดยไม่ต้องเกรงใจเจ้าภาพในการจัดงาน เพราะอยู่ใต้อิทธิพลของจีน และ 2.เห็นท่าทีของประเทศสหรัฐชัดเจน ที่ไม่มาประชุมด้วย อาจจะมองว่าประเทศไทยมีความโน้มเอียงไปประเทศจีนมากขึ้น จึงต้องแสดงนัยยะทางการเมืองให้เห็น

ภาพรวมของ พล.อ.ประยุทธ์หลังการประชุมเอเปค คิดว่าสร้างคะแนนนิยมได้ระดับหนึ่งให้กับรัฐบาล อย่างที่วิเคราะห์กัน คือรัฐบาลจะเอาไปหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าในเรื่องของการยอมรับกลุ่มทุนนานาชาติของเอเปคที่มีสมาชิกรวม 21 เขตเศรษฐกิจ และอาจจะโยงไปถึงอนาคตทางการเมืองอีกด้วย โดยอ้างความสำเร็จจากการประชุมเอเปค

ส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อจากนี้จะมี 2 แนวทางใหญ่ๆ 1.ใช้โอกาสหลังจากนี้ ยุติบทบาททางการเมืองของตัวเอง โดยให้ทุกคนจำภาพความสำเร็จในการประชุมเอเปคครั้งนี้ 2.จากความเคลื่อนไหวของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปร่วมงานด้วย คิดว่าอาจจะเป็นเกม หรือเป็นแผนลับลวงพรางของ 3 ป. โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้านหนึ่งหากพรรคเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์ โอกาสที่จะร่วมมือกันก็ได้ เพราะยังมี ส.ว.ในปีกของ พล.อ.ประวิตรอยู่ด้วย แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ รวมกับพรรคภูมิใจไทย อาจจะตั้งรัฐบาลแบบเดิมได้ ถือว่าเป็นยุทธการลับลวงพรางของพรรคพลังประชารัฐ

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

โดยภาพรวมของเนื้อหาในการประชุมเอเปคในแง่ของประเด็นที่รัฐบาล หรือประธานในที่ประชุมอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เสนอเรื่องโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy) แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่การที่จะนำไปขับเคลื่อนได้จริงยังมีคำถามไม่น้อยว่าทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งต้องพิสูจน์กันในอนาคต

ในส่วนของการชุมนุมที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมเอเปค มองว่ามีสองส่วนคือ พื้นที่เสรีภาพในการแสดงออกการควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในต่างประเทศมีการชุมนุมประท้วงในลักษณะแบบนี้ค่อนข้างมาก แต่ในสังคมไทยอาจจะมองเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ซึ่งก็มีคนไม่น้อยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมในครั้งนี้ว่า ผิดที่ ผิดเวลา ในช่วงของการที่ประเทศไทยต้องการภาพในการกระตุ้นความเชื่อมั่น ทำให้มีผลไม่น้อยต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ชุมนุม คิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องไปประเมินบทบาทและทิศทางใหม่ว่าประเด็นเนื้อหาหากไม่ใช่เรื่องเวทีการประชุม ไปใช้กิจกรรมอื่นในการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อต่อต้านรัฐบาล ถ้าเป็นในวาระอื่น บรรยากาศและการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อม็อบคงจะไม่มากขนาดนี้

ในเรื่องประกาศยุบสภาหลังการประชุมเอเปค คิดว่ายังไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลอาจจะต้องอยู่ให้นานที่สุด อย่างน้อยในช่วงหลังปีใหม่อาจจะเห็นความชัดเจนของการย้ายพรรคมากขึ้น ซึ่งในวันที่ 30 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญจะออกคำวินิจฉัยการพิจาณาเรื่องร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … เชื่อว่านำไปสู่การตัดสินใจของพรรคการเมืองขนาดเล็กว่า จะมีการควบรวม การย้ายพรรค หรือจัดเตรียมแผนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งรวมถึงการประเมินทิศทางอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย เพราะฉะนั้นหลังปีใหม่ ภาพต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น

คะแนนภาพรวมของการประชุมเอเปคส่วนตัวให้ 6 เต็ม 10 คะแนน แม้การประชุมเอเปคถือเป็นเวทีขนาดใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ไม่ใช่ยุคของความรุ่งโรจน์ของการประชุมเวทีระดับชาติที่มีสมาชิกมาประชุมมากมายอีกต่อไป เวทีแบบนี้เป็นเวทีที่ประเทศมหาอำนาจใช้เป็นพื้นที่หารือ สร้างความชอบธรรมในเวทีโลกให้กับตัวเองมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมถือว่ามีความเรียบร้อยเป็นที่น่าพอใจ ภาพของทีมงาน หรือทีมผู้จัดงาน และความคิดสร้างสรรค์แบบไทยต้องยอมรับว่าเป็นที่ประทับใจของผู้นำระดับโลกไม่น้อย แต่ความน่าเสียดายคือไม่ได้ชูว่าเนื้อหาในที่ประชุมนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับ G20 ที่มีความโดดเด่นกว่ามีการพูดเรื่องประเด็นความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน แต่เอเปคเน้นประเด็นที่เบาและความแหลมคมน้อยกว่า ขณะที่ความสนใจของคนทั้งโลกอยากรู้ว่า ผู้นำระดับนานาชาติในเวลานี้สนใจประเด็นอะไรเป็นเนื้อหาสำคัญมากกว่า

รศ.ดร.วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยพะเยา

เป็นที่ชัดเจนถ้าเราติดตามจากข่าวสารถ้าไม่รวมถึงกรณีเรื่องของการชุมนุม ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอยู่มากและเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือรัฐบาลพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ในระดับสากลนี่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ และเรื่องของซอฟต์เพาเวอร์ อาหาร และการท่องเที่ยว นี่เป็นความสำเร็จในภาพลักษณ์ แต่ความสำเร็จในการประชุมนั้นคือเรื่องของการชูประเด็น BCG Model ก็ถือว่าได้รับการตอบรับและทางสหรัฐอเมริกาเองที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมเอเปคปีต่อไป เขาก็ระบุว่าจะนำจุดนี้ไปเป็นฐานที่จะต่อยอดต่อไป และเรื่องของการประชุมทวิภาคีกับ 8 ประเทศ ทั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสาธารณรัฐประชาชนจีน และในการประชุมกับฮ่องกง ในการประชุมทวิภาคีแบบสั้น ซึ่งก็ประสบความเร็จในแง่ของการเจรจาแบบทวิภาคี ซึ่งมีผลต่อการเมืองไทยในระดับหนึ่ง แต่จะส่งผลนัยสำคัญถึงการเลือกตั้งต่อไปหรือไม่ ผมว่าอาจจะไม่ได้มีผลขนาดนั้น แต่รัฐบาลสามารถจัดการประชุมในครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความเรียบร้อยระดับหนึ่งก็ถือว่าดี สิ่งที่จะตามมาก็คือผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมทวิภาคีทั้ง 9 ประเทศซึ่งเป็นปมสำคัญ แต่ในเรื่องของการเมืองการปกครอง หรือเรื่องของแนวโน้มคะแนนนิยมของรัฐบาลผมคิดว่าน่าจะมีในระดับหนึ่ง แต่มีปัจจัยอื่นอีกที่จะกำหนดว่ารัฐบาลนี้โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้คะแนนนิยมที่มากกว่าเดิมหรือไม่ แต่มีประเด็นอื่นที่สำคัญกว่าคือเรื่องความเป็นเอกภาพของพรรค พปชร.ที่แน่นอนว่าวันพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้จะมีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปอยู่กับพรรคใหม่หรือไม่ ตรงนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะระบุถึงอนาคตทางการเมืองอันใกล้นี้ เพราะมีความเป็นไปได้ 50-50 ว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์นั้นเจรจากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร. ได้สำเร็จก็อาจจะอยู่ที่พรรคเดิม แต่หลังจากนั้นผมพบว่ามีท่าทีหลายประการส่งออกมาว่าไม่แน่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปอยู่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะฉะนั้นอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ ผมคิดว่าอาจจะมีแนวโน้มที่จะต้องเปลี่ยนพรรคการเมืองก่อนมีการประกาศยุบสภา หากจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริง

คะแนนภาพรวมของการประชุมเอเปคผมให้ตรงตามเนื้อผ้าคือจาก 10 คะแนน ให้ 8 คะแนน เพราะถือว่าค่อนข้างที่จะราบรื่นและได้รับเสียงชมจากนานาชาติที่เข้าร่วม ซึ่งยังไม่เห็นข้อมูลที่เป็นในเชิงลบ