จับท่าที ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ แผนแยกกันเดิน-รวมกันตี ?

23.11.22 | 10:00 น.

หมายเหตุความเห็นของนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แยกทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

เ อาจริงๆ ผมคาดหมายตั้งแต่ก่อนที่จะมีข่าวนี้แล้วมีโอกาสสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคอื่น ซึ่งไม่ใช่พลังประชารัฐ และต้องบอกว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ เราจะเห็นได้ว่านี่คือยุทธศาสตร์ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับการเลือกตั้งที่รออยู่ข้างหน้านั่นเอง เพราะในการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงของกติกาการเลือกตั้ง ทั้งในเชิงภูมิทัศน์ทางการเมืองของผู้คนในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่จะต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง รวมไปถึงปัจจัยภายในของพรรคการเมืองด้วย

อย่างเช่น ในกรณีของพรรคพลังประชารัฐ ณ วันนี้ปัญหาคือการที่ในพรรคมีคน 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งเรียกว่า ทีมลุงตู่ ในขณะที่อีกกลุ่มเรียกว่า ทีมลุงป้อม ซึ่งทั้ง 2 ทีมนั้นคงจะทำงานด้วยกันยากพอสมควร เพราะที่ผ่านมาก็มีความเห็นไม่ตรงกันเยอะ ในขณะที่2 ป. เอง ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรกันหรอก แต่ปัญหาอยู่ที่ทีม เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ต้องแยกออกไปเป็นอีกพรรคหนึ่ง จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

Advertisement

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยอีกประการ คือเรื่องของการสร้างโอกาส หรือสร้างทางเลือกทางการเมืองด้วย หลังจากการเลือกตั้งปรากฏว่าทางพรรครวมไทยสร้างชาติอาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก หรือพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่ได้รับความนิยมนัก ก็มีโอกาสที่จะสลับขั้วไปจับมือกับฝ่ายค้าน เช่น ถ้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในสมการการเมือง ก็อาจจะไปจับมือกับเพื่อไทย ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน เป็นการวางยุทธศาสตร์และการวางทางเลือกทางการเมือง ดังนั้น การแตกตัวออกมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจจะไปเป็นแคนดิเดตพรรคใหม่ ก็คงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นว่า นี่คือความแตกแยกระหว่าง 3 ป. แต่ผมว่า เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองมากกว่า

วันนี้จะเห็นได้ถึงท่าทีของผู้คนในพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ค่อนข้างจะเปิดกว้างสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ และมีทัศนคติในเชิงบวกกับ พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว ก็เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านเปิดประตูบ้านแล้ว รอแขกเดินไปเท่านั้นเอง แต่บางคนก็บอกว่า จริงๆ บ้านหลังนี้แขกสั่งให้สร้างขึ้นมาหรือเปล่าก็ไม่รู้

ส่วนหลังจากการเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่ 3 ป. จะกลับมารวมกัน เพราะท้ายที่สุด การเมืองไทยอยู่ใต้โครงสร้างอำนาจ คสช. อยู่ ที่ผ่านมาการเลือกตั้ง ปี 2562 เป็นเพียงแค่รัฐบาล คสช.ที่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์แบบ จึงสะท้อนให้เห็นว่า อย่างไรก็ตาม อำนาจโครงสร้าง คสช.ก็ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย และจะส่งผลต่อการเมืองหลังจากนี้อีก เนื่องจากยังมีกลไกอื่นๆ เช่น มาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นคือตัวชี้วัดจริงๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าวันนี้ หลายคนบอกว่า ถ้าแตกตัวออกมา พรรครวมไทยสร้างชาติ จะทำให้พลังประชารัฐเล็กลงไหม แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหา เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า พรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้จะต้องเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือได้ที่นั่ง ส.ส.มากที่สุด แม้กระทั่งในการเลือกตั้ง ปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนมากที่สุดแต่ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ กลายเป็นพรรคอันดับ 2 อย่างพลังประชารัฐที่ได้จัดตั้งรัฐบาลแทน ในขณะเดียวกัน วันหนึ่งพลังประชารัฐมีการแตกตัวออกไปของทีม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปสู่พรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งพลังประชารัฐก็เป็นพรรคที่ต่ำร้อย แต่ก็สามารถทำให้พลังประชารัฐยังคงเป็นพรรคแกนหลักรัฐบาลได้มาจนจะครบ 4 ปีแล้ว จึงไม่ได้เป็นปัญหาที่พรรคแกนหลักจะไม่ใช่พรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 ขึ้นอยู่ที่การรวมเสียงในสภาว่าจะได้อย่างไร ซึ่งการจะรวมเสียงในสภาได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแคนดิเดตที่จะถูกนำเสนอในขั้วการเมืองนั้นๆ มีแม่เหล็ก หรือพลังดึงดูดมากน้อยแค่ไหน แม้ตอนนี้เรายังไม่เห็นตัวเลขว่าพรรคไหนจะได้เท่าไหร่จากการเลือกตั้ง แต่ที่แน่ๆ คือพรรค ส.ว.นั่งรออยู่แล้ว 250 คน

พล.อ.ประยุทธ์ก็น่าจะมีโอกาสเข้าสู่สนามการเมืองได้มากกว่า พล.อ.ประวิตร แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่ พล.อ.ประวิตร รักษาการนายกฯ อยู่ 30 กว่าวันในเวลานั้นคนก็ดูเหมือนจะชื่นชอบ พล.อ.ประวิตรมากกว่า แต่ก็ต้องบอกว่ามีข้อวิจารณ์ เรื่อง หมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว หรือว่าเป็นการเมืองที่ก้าวข้ามพล.อ.ประยุทธ์ต่างๆ ก็จริง แต่พอมีเรื่องการประชุมเอเปค 2022 พล.อ.ประยุทธ์ก็ใช้เวทีตรงนี้ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาล คสช.ที่ผ่านการเลือกตั้ง และก็ได้ใช้ยุทธศาสตร์กับการเมืองในประเทศด้วย ด้วยการสร้างให้ตัวเองเป็นทางเลือกทางการเมือง ในการเลือกตั้งและโดยเฉพาะเป็นทางเลือกทางการเมืองของขั้วอนุรักษนิยม นั่นยิ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ทวงพื้นที่ทางการเมืองกลับมาได้

อย่างไรก็ตาม พอเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ก็คงจะเป็นชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ที่มีบทบาทนำ ในขณะที่พล.อ.ประวิตรก็คงเป็นแคนดิเดต ของทางพลังประชารัฐ แล้ว 2 พรรคนี้ พรรคไหนที่ได้รับเลือกตั้งมากกว่ากัน ก็ทำหน้าที่เป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลไป โดยอีกพรรคก็จะสนับสนุน เป็นในลักษณะ พรรคพี่ พรรคน้อง นี่คือยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้น

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงภายใต้แนวคิด แยกกันอยู่ รวมกันตี คือ แยกกันไปอยู่คนละพรรค แต่พอถึงเวลาตั้งรัฐบาลก็กลับมารวมกันจัดตั้งรัฐบาล การแยกกันอยู่มีความเป็นไปได้ทั้งทางยุทธศาสตร์ และการปรับสถานการณ์ภายในพรรคไม่ให้ ส.ส.ย้ายฝั่ง เพราะการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินหน้าร่วมทางกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่ง ส.ส.มีความขัดแย้งกันภายในพรรค ซึ่งเป็นความขัดแย้งของกลุ่ม ส.ส.ด้วยกันเอง ที่มีการแยกก๊ก แยกเหล่ากัน การย้ายไปอยู่คนละพรรคถือเป็นการแยกกลุ่มออกไปลดความเสียดสี แม้แยกพรรคแต่ก็ไม่ข้ามไปอยู่คนละฝ่าย

นอกจากนั้น การแยกกันอยู่คนละพรรคยังช่วยดึงกลุ่มการเมือง โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งมีความขัดแย้งกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจกลับมาร่วมงานกับ พล.อ.ประวิตร ในพรรคพลังประชารัฐได้ ก็เท่ากับว่ากลุ่ม 3 ป. ซึ่งเป็นร่มใหญ่ก็ไม่เสีย ส.ส.ไปให้ฝั่งตรงข้ามได้อีกเช่นกัน การแยกพรรคจึงเป็นกลวิธีจัดการความขัดแย้งของ ป.ประยุทธ์ กับ ป.ประวิตร ที่แยกบ้านกันอยู่เพื่อไม่ให้ลูกทะเลาะกัน และให้ลูกที่เคยหนีออกจากบ้านได้กลับบ้านอีกครั้งนั่นเอง

ครั้นเมื่อเลือกตั้งแล้วก็จะถึงเวลากลับมาตีก็จะมีการจัดสรรผลประโยชน์ผ่านระบบโควต้าพรรคการเมืองซึ่งเป็นคนละพรรคการเมืองกันแล้ว ส่วนการเสนอชื่อนายกฯน่าเชื่อว่ายุทธศาสตร์การรวมกันตีอาจมีการเสนอ 2 ชื่อ โดยมีความเป็นไปได้ที่พรรคพลังประชารัฐอาจเสนอ พล.อ.ประวิตร ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติอาจเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ โดยกำหนดให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเบอร์ 1 และเชื่อว่ากลุ่ม ส.ว. 250 เสียงก็จะถูกคุมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นถึงการอยู่ในลู่ในแถวของเหล่า ส.ว. ซึ่งการคุมทิศทางของ ส.ว. ด้วยการอธิบายยุทธศาสตร์หรือเฉลยข้อสอบต่อวิธีคิดให้ช่วยรวมกันตีก็ไม่ใช่ยากนัก

แต่สิ่งที่ยังคงความกังวลอยู่บ้างของพรรครวมไทยสร้างชาติที่จะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การดำรงตำแหน่ง 8 ปีของนายจ้าง ซึ่งประเด็นนี้เชื่อว่าอาจมีการใช้ช่องโหว่และอภินิหารของกฎหมายในประเด็นความไม่ต่อเนื่อง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการหยิบยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ พล.อ.ประวิตรปฏิบัติหน้าที่แทนมาวินิจฉัยว่าเกิดความไม่ต่อเนื่อง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเส้นทางนี้ไปต่อไม่ได้จริงๆ ก็อาจต้องนายกฯเบอร์ 2 ที่มาจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผลก็ทำให้ซีก หรือฝ่ายนี้ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่

ดังนั้น เมื่อแบ่งการเมืองไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ฝ่าย 3 ป. กับฝ่ายประชาธิปไตย ภาพที่แสดงออกมา คำสัมภาษณ์ที่เกรี้ยวกราด ภาพที่เห็นสองพรรค ส.ว. อีก 250 เสียงที่ถูกแยกกันออกไปเดิน แต่เป็นการเดินอยู่ในเขตปริมณฑลของ 3 ป. ไม่ได้ข้ามไปอีกฟากของกำแพง และยังคงอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ที่รอวันกลับมาตี

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ

เป็นเรื่องที่ไม่เกินคาดหมาย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ อยากตั้งพรรคตัวเองอยู่แล้ว เพื่อมีอิสระบริหารจัดการพรรค และการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาและบารมีของ พล.อ.ประวิตร อีก ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่กับ พปชร. เชื่อว่า ส.ส.พรรคไม่สนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะต้องการให้ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน เนื่องจากเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ที่มีอำนาจ บารมี กระแส กระสุน และเครือข่ายเพียบพร้อม ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างใด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล พล.อ.ประวิตรที่เป็นเพียงรองนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

ช่วง 8 ปี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตนเอง แต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นรัฐมนตรีหลายคน ทำให้แกนนำ พปชร.ไม่พอใจที่ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีดังกล่าว ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีแข็งกร้าวไม่รอมชอมให้เกียรติ ส.ส.พรรค ทำให้เกิดแรงต่อต้านภายในพรรคสูง หากยังอยู่กับ พปชร.อาจทำให้มีอำนาจต่อรองน้อยลง ไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้าได้ จำเป็นต้องออกจาก พปชร.เพื่อไปสังกัด รทสช.พรรคใหม่แทน โดยมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และฐานเสียงเครือข่ายภาคใต้สนับสนุน หาก รทสช.ได้ ส.ส.เขต และ ปาร์ตี้ลิสต์ รวมกัน 30 คนขึ้นไป เชื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า และมีโอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง

เหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ายไปสังกัด รทสช. เพราะมีความมั่นใจว่า ส.ว. 200 คน จาก 250 คน สนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า ส่วน ส.ว.อีก 50 คน อาจสนับสนุน พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดเสียงแตกในสภาได้ แม้ พล.อ.ประวิตร นำทีม พปชร.ชนะ รทสช. ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า แต่ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน ทำให้ พล.อ.ประวิตรยอมกลืนเลือด เพราะต้องจับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามยุทธศาสตร์แยกกันเดิน รวมกันตี เพื่อรักษาอำนาจ และผลประโยชน์เครือข่ายของกลุ่มอนุรักษนิยม

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เชื่อว่าพรรคฝ่ายค้าน นำโดย พรรคเพื่อไทย (พท.) มีโอกาสได้รับชัยชนะ อันดับ 1 ตามด้วยพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตามลำดับ หาก พท.จับมือ ก.ก. และพรรคฝ่ายค้าน อีก 5-6 พรรค เชื่อว่าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ขณะที่ ภท. อาจไปจับมือกับ พปชร. และ รทสช. จัดตั้งรัฐบาลใหม่เช่นกัน ดังนั้นเป็นการเลือกตั้งระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและอนุรักษนิยม แต่สุดท้ายยังเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นผู้ชนะในเกมดังกล่าว ตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน เนื่องจากสถานการณ์การเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว

ดังนั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ใช่มีเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. นายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรค ภท. เท่านั้น ยังมีนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานบริหารบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ที่มีโอกาสก้าวสู่ผู้นำประเทศได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับประชาชนจะศรัทธาและไว้วางใจใครมากกว่ากัน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่สากล ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นผู้ให้คำตอบ

อ่านข่าวอื่น