สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ความจริง’ในการเมือง

24.11.22 | 10:00 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ความจริง’ในการเมือง

เส้นทางสู่เลือกตั้งชัดเจนมากขึ้นอีก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 และมาตรา 10 ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 90 มาตรา 91 และมาตรา 258 ก.ด้านการเมือง (2)

เรื่องนี้เป็นผลมาจาก รัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ให้ใช้บัตร 2 ใบ แยกระหว่าง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ในรัฐธรรมนูญ ยังมีบทบัญญัติเรื่อง ส.ส.พึงมีค้างอยู่ ก็เลยมีการยื่นขอให้ศาลวินิจฉัย

ยังเหลือเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อว่าจะหาร 100 หรือหาร 500 รอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คงต้องรอฟังกันต่อไป

การชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป กฎกติกาจะเป็นแบบไหนยังไง

Advertisement

ส่วนภาพทั่วๆ ไป เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่ได้ชัดเจน หลังการประชุมเอเปค จากฝั่งรัฐบาล มีกระแสข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไปต่อ โดยเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

จากเดิมที่ “ขาลอย” อยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ 3 ป. เป็นหัวหน้าพรรคอยู่

ขณะที่การเลือกตั้ง มีการให้ข่าวจากฝั่งรัฐบาลว่า นายกฯประยุทธ์ จะเป็นรัฐบาลยาวไปจนเกือบครบวาระในเดือนมีนาคม 2566

ถ้าเป็นแบบนั้น การเลือกตั้งคงจะเกิดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม 2566

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีผู้มีอำนาจหน้าที่ออกมาพูดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยออกมาพูดอย่างชัดๆ ตรงไปตรงมาว่า จะเล่นการเมืองต่อไป หรือวางมือกลับไปนอนอยู่บ้าน จะเข้าร่วมกับพรรคไหนหรือไม่

เพราะอะไร อย่างไร

การประเมินสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย จึงต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือเอาไว้เยอะๆ เลยว่า ข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่มาถึงสื่อ มาถึงประชาชนนั้น มีความจริงปนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์

พอนายกฯไม่พูด คนอื่นๆ ก็เลยถือเป็นแนวทาง ไม่พูดบ้าง พูดครึ่งหนึ่งบ้าง

ความจริง ระหว่างรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ กับประชาชน ถ้ามีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ไม่คิดเรื่องลับลวงพรางมากเกินไป ไม่มองการเมืองเป็นเกมพนัน ต้องอุบไพ่ตัวนั้นตัวนี้

จะเป็นประโยชน์มากกว่าไม่มีประโยชน์

การเมืองสมัยเก่าๆ เดิมๆ เป็นการเมืองของพรรค ของกลุ่มการเมือง ประชาชนไม่อยู่ในสายตา จะทำอะไรก็ปิดห้องคุยกัน เปิดประตูออกมาบอกว่าไม่มีอะไร

เพราะไม่คิดว่า การตัดสินใจต่างๆ จะต้องฟังเสียงชาวบ้านเขาด้วย

จะออกข่าวอะไร คำนึงถึงประโยชน์ได้เสียของกลุ่มของบุคคลเป็นหลัก ไม่สนใจว่าชาวบ้านจะคิดอย่างไร

การเมืองยุคนี้ ต้องบอกกล่าวออกไปดังๆ เพื่อฟังเสียง หรือปฏิกิริยาจากสังคม

ไม่แปลกเลยที่การเมืองไทย และบ้านเมืองของเรา จะว่อนไปด้วยข่าวเล่าลือ ถ่ายทอดต่อๆ กันไป

เป็นอีกเรื่องของวัฒนธรรมการเมืองที่ควรมีการปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยน แต่ยังไม่มี

และทำให้การเมืองไทยเดินถอยหลังอยู่ตลอดเวลา

วรศักดิ์ ประยูรศุข