หน้าแรก การเมือง มธ. ไฟเขียว ป...

มธ. ไฟเขียว ประสบการณ์เทียบโอนหน่วยกิต ‘ไอติม’ ชี้ ไทยชั่วโมงเรียนสูงติดอันดับโลกแต่คุณภาพการศึกษาต่ำ

23.11.22 | 17:07 น.
พริษฐ์ วัชรสินธุ-รศ.ดร.พิภพ อุดร

โลกยุคใหม่ ‘ทักษะ’ สำคัญกว่า ‘ความรู้’  ชี้ ควรปรับหลักสูตรการเรียน ‘มุ่งให้ใช้ได้จริง’
 ‘ธรรมศาสตร์’ พัฒนาระบบการศึกษา เรียนรู้นอกมหาลัย-นำประสบการณ์แลกหน่วยกิตได้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการศึกษาไทย ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ตอบโจทย์โลกอนาคต” ซึ่งอยู่ภายใต้กิจกรรม “เปิดบ้านธรรมศาสตร์ เมืองแห่งความยั่งยืน พื้นที่เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด THAMMASAT OPEN HOUSE 2022 EXPORE THE INFINITY”

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหา 3 อย่าง ได้แก่ 1. คุณภาพการศึกษา ต้องยอมรับไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่สถิติชั่วโมงการเรียนที่เด็กต้องเรียนกลับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ระบบของไทยไม่สามารถสร้างทักษะเพื่อจะไปแข่งขันกับนานาประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปหลักสูตร วิธีการสอน โดยพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างทักษะที่จำเป็นมากขึ้น เช่น ภาษาอังกฤษ ให้เน้นการสื่อสารมากกว่าการท่องจำหลักไวยากรณ์

2. ความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือการศึกษาไทยไม่ได้ฟรีจริง โดยมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงในการศึกษา​ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าหนังสือ ฯลฯ ซึ่งเฉลี่ยปีละ 2,000-6,000 ต่อนักเรียนหนึ่งคน ซึ่งหลายครอบครัวแบกรับต้นทุนดังกล่าวไม่ไหวเมื่อเจอปัญหาที่กระทบรายได้หรือวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลให้เด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษารวมไปถึงแม้จะเข้าถึงการศึกษาแต่คุณภาพการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกันค่อนข้างมากอีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องไปเรียนพิเศษเพื่อต่อยอดการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

3. ค่านิยมในห้องเรียน จำเป็นที่จะต้องมีห้องเรียนที่มีประชาธิปไตย เพื่อปลูกฝังเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ห้องเรียนของไทยในปัจจุบันกลับเป็นไปแบบอำนาจนิยม เด็กไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก บางคนถูกลงโทษเกินขอบเขตจนละเมิดสิทธิความปลอดภัยของผู้เรียน แม้กระทั่งเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งเด็กพบเห็นการทุจริตเกิดขึ้นมากมายภายในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการที่โรงเรียนมุ่งสอนว่า โตไปไม่โกง

Advertisement

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา Future Tales LAB กล่าวว่า ในภาพรวมของระบบการศึกษาไทยมีอยู่ 4 เรื่องด้วยกันที่ได้เข้ามาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย 1. สังคม ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยด้วยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Societies) ซึ่งทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาหาความรู้จะไม่ถูกหยุดไว้ที่ช่วงอายุ 22 – 30 ปี แต่จะกลายเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)

2. เทคโนโลยี ซึ่งได้เข้ามาทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ในบริบทประเทศไทยที่ผ่านมาแม้จะมีสถิติการใช้อินเตอร์เน็ตสูงกว่าหลายประเทศในโลก แต่ยังเป็นการใช้เพื่อเสพความบันเทิงมากกว่า การใช้เพื่อค้นคว้าหาความรู้ออนไลน์ยังมีสัดส่วนที่ไม่มาก ซึ่งจำเป็นต้องมีมากขึ้น ขณะเดียวกันอินเตอร์เน็ตยังได้สร้างองค์ความรู้แบบห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ขึ้นมาโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ทำให้คนเลือกรับแต่สิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ส่วนสิ่งที่ไม่อยากรู้อาจไม่มีโอกาสได้รู้

3. เศรษฐกิจภาคเอกชนมีความต้องการคนที่มีทักษะรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน รวมถึงอนาคต และ 4. คุณค่าของความคิดและความเชื่อมั่นในสังคมปัจจุบันการเรียนจบจากศาสตร์ด้านใดอาจไม่สำคัญเท่ามีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า​ ผลสำรวจจาก World Economic Forum ระบุว่า ในอนาคตตำแหน่งงานจะหายไปกว่า 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลกแต่จะมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงโมเดลการเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์กับโลกสมัยใหม่ซึ่งธรรมศาสตร์มองเห็นช่องว่างในส่วนนี้จึงอยากให้นักศึกษารู้จักความชอบหรือความถนัดของตนเอง และเลือกเรียนเฉพาะเพื่อให้เพียงพอต่อการออกไปทำงานจริง แล้วใช้เวลาออกไปเจอโลกภายนอกให้มากที่สุด

รศ.ดร.พิภพ กล่าวต่อไปว่า การศึกษาควรจะเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ที่สนใจ​ ซึ่งเป็นโมเดลที่ มธ. พยายามพัฒนา รวมถึงได้ออกข้อบังคับใหม่คือหากนักศึกษามีการฝึกงาน สร้างนวัตกรรม ทำวิจัย ฯลฯ กับภายนอกมหาวิทยาลัย สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพราะธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา แม้อยู่นอกห้องเรียน และ ถนนทุกสายไม่ได้มุ่งสู่มหาวิทยาลัยอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

“ทักษะสำคัญกว่าความรู้ความรู้มีเยอะมากและออกมาใหม่ตลอดเวลาต่างกับทักษะซึ่งได้แก่ความสามารถในการทำอะไรให้เก่ง ให้เชี่ยวชาญ ความรู้ล้าสมัยได้ ขณะที่ทักษะนั้นจะติดตัวเราไป ซึ่งมีทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ความฝันของผมที่เคยพูดไว้ในหลายที่ หลายโอกาส คือเราอยากจะทำให้การศึกษาเปิดกว้างไปถึงรูปแบบที่ เด็กออกแบบได้ว่าตนเองอยากเรียนอะไร (Design Your Own Degree) และจบแล้วจะเป็นอะไร เพราะคนที่รู้ดีที่สุดควรเป็นตัวเด็กไม่ใช่ตัวเรา (สถานศึกษา)” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าว