นักวิชาการอ่านเกม ‘2ป.’ แยกพรรค-แบ่งพวก สร้างฝันร่วมตั้งรัฐบาล

25.11.22 | 10:20 น.
นักวิชาการอ่านเกม‘2ป.’ แยกพรรค-แบ่งพวก สร้างฝันร่วมตั้งรัฐบาล

นักวิชาการอ่านเกม ‘2 ป.’ แยกพรรค-แบ่งพวก สร้างฝันร่วมตั้งรัฐบาล

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.)

ความไม่ชัดเจนในทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์แยกกันเดิน รวมกันตี ของ 2 ป.หรือไม่ แม้ขณะนี้ยังไม่แน่นอน เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะเป็นหาร 100 หรือ 500 แต่หากมองภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นหาร 100 การแยกกันเดินอาจไม่ใช่รูปแบบที่ทำให้พรรคมีเสียงข้างมากหรือมากที่สุด เพราะคะแนนและจำนวน ส.ส.ถูกกระจายออกไปยังสองพรรค จะกลายเป็นพรรคขนาดกลางหรือขนาดกลางเล็ก 2 พรรคเท่านั้น

เพราะฉะนั้นความสง่างามและความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลจะดูลดน้อยลง เมื่อเทียบกับการรวมเป็นพรรคเดียว และอาจได้คะแนนเป็นอันดับ 2 การแข่งจัดตั้งรัฐบาล จะดูมีศักดิ์ศรีและไม่เกิดความรู้สึกเชิงลบในหมู่ประชาชนมากเกินไป
ถ้าแยก 2 พรรค ผลที่เกิดคือ คะแนนที่ได้อาจอยู่ในลำดับ 4 หรือ 5 ซึ่งดูแปลกประหลาดหากจะมาเป็นนายกฯ แม้จะมีเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ก็ตาม ดูไม่สวยงามนัก ดูไม่ชอบธรรม

แต่การแยกทางดังกล่าว จะส่งผลดีกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เนื่องจาก พปชร. อยู่ในสถานะที่เล่นการเมือง 2 หน้าได้ หมายความว่า หน้าที่ 1 ถ้าผลการเลือกตั้งออกมา แล้วพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ ส.ส.มากพอสมควร พปชร.ก็ร่วมกับ รทสช.จัดตั้งรัฐบาล ส่งเสริม พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ

หน้าที่ 2 หากหลังเลือกตั้ง รทสช.ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ชัยชนะอย่างมากมายของพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ทําให้ พปชร.มีโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลกับ พท. เนื่องจากไม่ติดเงื่อนไขมี พล.อ.ประยุทธ์ ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ดังนั้นโดยภาพรวม การแยกเป็น 2 พรรค กลับเป็นผลดีของ พปชร.มากกว่า

Advertisement

ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ หากจะเป็นนายกฯต่ออย่างสง่างาม ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถดึงผู้สมัครที่มีโอกาสได้ชัยชนะในการเลือกตั้งไปร่วมด้วยมากน้อยเพียงใด ขณะนี้ ส.ส.ที่ตามไป เป็นผู้สมัครที่อยู่ในภาวะไม่แน่ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นส่วนใหญ่ เช่นกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการพรรค พปชร. โอกาสที่จะชนะในชลบุรีมีอยู่ครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจน้อยกว่า เพราะต้องสู้กับบ้านใหญ่ ซึ่งย้ายไปอยู่ พท.

หรืออย่างกรณีภาคใต้ สมมุติว่าผู้สมัครภาคใต้ของ พปชร.ทั้งหมด มาอยู่กับ รทสช. อย่างที่นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค พปชร. กล่าว คนกลุ่มนี้แม้ในอดีตชนะเลือกตั้งเพราะ พปชร. และมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แต่หนนี้การเลือกตั้งในภาคใต้กลายเป็นที่แข่งขันกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เจ้าของพื้นที่เดิม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรค พปชร. และพรรค รทสช. ทุกคนลงไปหมด เป็นการแข่งกันเอง ดังนั้นไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้

แต่หากพรรค รทสช.สามารถดึงเอาผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มอื่นที่มีความแน่นอนในการชนะเลือกตั้งได้จํานวนมาก ก็เป็นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ แต่ผู้สมัครที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งเขากลับอยากอยู่กับ พปชร.อย่างเดิมมากกว่า อย่างกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ก็เห็นท่าทีว่าไม่ไป เพราะการที่เขาอยู่ที่นี่ ใครเป็นรัฐบาลเขาก็เป็นรัฐบาล ยังไงก็ได้เป็น ส.ส. แต่ถ้าไปอยู่พรรคใหม่จะมีโอกาสครึ่งต่อครึ่ง ฉะนั้นทําไมจะไม่อยู่ต่อ

ส่วนแนวโน้มการยุบสภากับยุทธศาสตร์แยกกันเดินจะส่งผลอย่างไรนั้น ถ้าเข้าพรรคพรรคใหม่ ต้องมีเวลาสร้างคะแนนนิยมและระดมทรัพยากรในพรรคใหม่มากพอสมควร ดังนั้นถ้าทิศทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าพรรคใหม่ จะต้องมีเวลาให้เขาสร้างคะแนนนิยมอย่างน้อย 3-4 เดือน การยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นเร็ว แต่จะเกิดขึ้นช่วงใกล้หมดวาระของรัฐบาล

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

แ ม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะอยู่พรรคการเมืองใด แต่สถานการณ์ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าจะไปอยู่พรรคใด จากที่เห็นเชิงประจักษ์ได้คือ การแต่งตั้งที่ปรึกษานายกฯ ภาพการเดินตามในทำเนียบ การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มี ส.ส.ไปต้อนรับ

แม้แต่การโพสต์ออกสื่อที่คาดว่าจะย้ายตาม พล.อ.ประยุทธ์ เช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ) ก็พอจะถือได้ว่าจะย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์จะไปจากพรรคพลังประชารัฐ ก็เห็นท่าทีคู่ขัดแย้งอย่าง กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ) ที่สื่อสารผ่านการโพสต์ของนายไผ่ ลิกค์ (ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย) ที่จะมารวมกับพรรคพลังประชารัฐ

ภาพดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวัดพลังของ 2 ป. ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยยุทธศาสตร์แยกกันเดิน รวมกันตี แต่น่าจะเป็นช่วงเวลาการให้กลไกความขัดแย้งจัดระเบียบในตัวมันเอง โดยแบ่งพรรค แต่ไม่แบ่งพวก เชื่อว่า 3 ป.จะใช้ความเป็นพวกลอยตัวเหนือพรรค

พรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เหมือนบ้าน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาการแบ่งห้องหับให้ลูกๆ ในบ้านที่ทะเลาะกันอยู่ไปอยู่บ้านคนละหลัง และเมื่อพี่ใหญ่ หรือขั้วใหญ่ที่มีความขัดแย้งกันหนักไปประจำการบ้าน เปิดตำราสามก๊ก นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาน้องๆ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหรือคนกลางๆ ก็กำลังชั่งน้ำหนักว่าบ้านหลังไหนอบอุ่นกว่า และมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า

เชื่อว่า ส.ส.หลายคนจะย้ายพรรค แต่ไม่ย้ายฝ่าย คือไม่ย้ายไปอยู่ฝั่งประชาธิปไตยอาจด้วยเหตุมีแผล หรือถูกร้องเรียนอยู่กับหน่วยงานตรวจสอบ การอยู่ฝ่ายรัฐบาล หรืออยู่กับฝ่ายที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กรตรวจสอบน่าจะดีกว่าในเรื่องการต่อสู้คดี

อย่างไรก็ตาม การจัดการภายในก็ต้องให้มั่นใจได้ว่ามีจำนวน ส.ส.มากพอที่จะเสนอชื่อนายกฯได้ คือ ต้องมี ส.ส. 25 คนขึ้นไป นี่อาจเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องรอให้เกิดความชัดเจนมากพอ

นอกจากนั้น การคำนึงถึงหลักภูมิรัฐศาสตร์ที่มีนัยยะสัมพันธ์กับทางการเมืองโดย พล.อ.ประยุทธ์อาจเน้นจุดขายทางภาคใต้และจังหวัดภาคตะวันออก ทุ่มพละกำลังไปในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันการจัดสรรผู้สมัคร การเลือกบ้านของ ส.ส.ในสังกัดที่มีอยู่เดิม รวมถึงการรอการย้ายพรรคจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย มาเสริมทัพก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ในขณะที่ฝั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อดูจากขุนพลที่ส่งสัญญาณว่าจะมาร่วมงานด้วยก็น่าจะเบนเข็มเข้าโจมตีทางภาคกลาง ภาคเหนือ และอาจมีภาคอีสานในบางจังหวัด

พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมั่นใจว่าชื่อตัวเองยังจะขายได้ในบางพื้นที่จะต้องมีความชัดเจนกับพรรคว่าต้องเป็นสมาชิก หรือประธานยุทธศาสตร์พรรค การลอยตัวไม่ลงไปคลุกคลีสานสัมพันธ์กับ ส.ส.นั้นได้รับบทเรียนราคาแพงจากพรรคพลังประชารัฐมาแล้วว่าจะกุมอำนาจ แต่ไม่กุมหัวใจ ส.ส. ส่งผลอะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม การทำตัวลับๆ ล่อๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่พูดให้ชัดเจนนั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะถ้านานจะยิ่งเสียเปรียบ เพราะพรรคอื่นประกาศตัวลงพื้นที่กันแล้ว อีกทั้งยังต้องต้องเผื่อเวลาคัดสรรผู้สมัคร แต่งหน้าทาปากสร้างภาพลักษณ์การเป็นคนของพรรครวมไทยสร้างชาติ และเหล่าบรรดาผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.จะต้องรีบทำโปสเตอร์ ลงสื่อออนไลน์ ประกาศตัวกับประชาชน และการจัดทัพของเหล่าหัวคะแนนในพื้นที่ ดังนั้นการออกตัวช้าจะยิ่งเสียเปรียบ

นั่นหมายความว่ายิ่งกั๊กนานเท่าไหร่ ระยะเวลาในการยุบสภาจะขยายออกไปจนเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

กระแสข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองหนึ่ง ตามแผนลับ ลวง พราง เพื่อรวบรวมเสียง ส.ส.จัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้า เป็นไปตามเกมของกลุ่มนายทุน หรือพลังนอกสภา ที่ใช้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินเกมดังกล่าว ภายใต้ยุทธศาสตร์แยกกันเดิน รวมกันตี เพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะแลนด์สไลด์ แล้วจะร่วมกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำแข่งจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า

ทั้งที่ ความเป็นจริงแล้วทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ที่บริหารประเทศมา 8 ปี ควรเลิกเล่นการเมืองไปเลี้ยงลูกหลานได้แล้ว เนื่องจากอยู่ในช่วงขาลง ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำและรัฐบาล ถ้าดื้อดึงอยู่จนครบวาระ เพื่อกุมอำนาจบริหารประเทศ ควบคุมกลไกการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง เชื่อว่าจะถูกประชาชนก่นด่า สาปแช่งมากกว่า เพราะไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศ และคุณภาพชีวิตคนไทยพังทลายมาก อยากพูดว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นโมฆบุรุษ ที่ไม่สามารถเชื่อถือได้เลย เพราะเปลี่ยนคำพูดได้ทุกวัน

สังเกตจากการประชุมผู้นำเอเปค ที่กรุงเทพฯ เห็นว่าผู้นำต่างชาติไม่ได้แสดงท่าทีเคารพ หรือเกรงใจ พล.อ.ประยุทธ์มากนัก เพราะมาจากการทำรัฐประหาร และสืบทอดอำนาจเผด็จการ จนไม่เป็นที่ไว้วางใจของสายตานานาชาติ การประชุมผู้นำเอเปค เริ่มมาในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ หรือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มาจากรัฐบาลปัจจุบัน การประชุมดังกล่าวถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ทำงานที่ค้างไว้เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่จนครบวาระ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

เหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์จำเป็นต้องอยู่ต่อจนครบวาระ มีเพียงเหตุผลเดียว คือ นายทุน หรืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญ สั่งให้อยู่ต่อ เพื่อควบคุมอำนาจ รักษาผลประโยชน์เครือข่ายให้นานที่สุด แต่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯอีก อาจมีไพ่ใบใหม่ ที่รอการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯคนใหม่ เพื่อสร้างศรัทธาและการยอมรับจากประชาชน ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร อาจเป็นแค่ตัวหลอก ไม่ใช่ตัวจริง ถ้ายังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯอีก อาจพ่ายแพ้แบบยกรังได้ ดังนั้นเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ไปต่อ ไม่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะลอยตัวเหมือนเลือกตั้งในปี 2562 แล้วกลับมาเป็นนายกฯได้อีก และเชื่อทำไม่สำเร็จ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถใช้แผนเดิมได้อีกแล้ว เพราะประชาชนรู้ทัน และไม่ให้โอกาสกลับมาเป็นนายกฯรอบที่ 3 แต่ พล.อ.ประยุทธ์มีไพ่เด็ดคือ ส.ว. 250 คน และองค์กรอิสระสนับสนุน ที่สามารถทำลาย หรือกลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ได้ พร้อมมีเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และฝ่ายปกครอง เดินเกมระดับล่าง ดังนั้นกลยุทธ์และยุทธวิธีที่ พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งนั้น ไม่มีอะไรใหม่