หน้าแรก การเมือง สภาหวิดล่ม ส....

สภาหวิดล่ม ส.ส.โต้กันนัว หลัง ‘พิเชษฐ์’ ขอนับองค์ เหตุห้องประชุมบางตา

25.11.22 | 13:39 น.

สภาหวิดล่ม ส.ส.โต้กันนัว หลัง “พิเชษฐ์” ขอนับองค์ เหตุห้องประชุมบางตา ด้าน “วีระกร” ยอมรับ ส.ส.ติดภารกิจลงพื้นที่ ขณะที่ “คารม” แฉ บางคนมาแค่เซ็นชื่อแล้วขึ้นเครื่องกลับ สุดท้ายยื้อจนองค์ประชุมครบ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้สมาชิกหารือเสร็จสิ้น ที่ประชุมเข้าสู่วาระพิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง เทคโนโลยี 5G ที่คณะกรรมาธิการสื่อสารโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาเสร็จแล้ว

ซึ่งบรรยากาศในห้องประชุมมี ส.ส.อยู่บางตา กระทั่ง นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่ารายงานฉบับนี้ไม่ครอบคลุมที่จะเป็นประโยชน์ของชาติ อยากให้ กมธ.นำไปปรับปรุงและเสนอเข้ามาใหม่ จึงเห็นว่ารายงานฉบับนี้ไม่เหมาะสมที่จะผ่านการรับรองของสภา

แต่ นายศุภชัย ได้ขอให้ นายพิเชษฐ์ อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เพราะเห็นว่าหากรายงานฉบับนี้พอผ่านได้ก็อยากให้ผ่าน หากนายพิเชษฐ์บอกว่าไม่เห็นด้วย ทาง กมธ.ก็ไม่รู้จะบอกว่าอะไร และสภาก็เหลือเวลาอีกไม่นาน ขอให้ช่วยกันให้เรื่องผ่านไป ถ้าไม่ใช่ประเด็นหลักจริงๆ

ปรากฏว่า นายพิเชษฐ์ โต้ขึ้นว่า ความเห็นต่างเป็นสิทธิส่วนบุคคลและเป็นสิทธิของ ส.ส. ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ว่าสมบูรณ์ เสียงส่วนน้อยก็ต้องยอมรับถือเป็นกติกา

“ขอให้ท่านลองมองดูว่า ส.ส.ในห้องมีกี่คน ผมไม่อยากนับองค์ประชุม ขอให้ทุกเข้ามาฟังและมาโหวตว่าเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้หรือไม่ เพราะเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่มาตำหนิผมคนเดียว ผมทำตามหลักการ” นายพิเชษฐ์ กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ พยายามลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงว่าเรื่องที่กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วมีเป็นร้อยเรื่อง ค้างเป็นจำนวนมาก และ ส.ส.ก็เป็นคนขอร้องให้ตั้ง กมธ.นี้ขึ้นมา ดังนั้น เมื่อ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วควรให้โอกาสเขามารายงานในสภา จึงมีการนัดประชุมในวันศุกร์ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ

นายวีระกร กล่าวว่า จึงขอร้องนายพิเชษฐ์ เพราะการโหวตต้องนับองค์ประชุม เราทราบดีว่าวันศุกร์ เป็นวันที่คนที่สะดวกจะมาฟังการประชุม เพราะไม่ใช่วันที่ตกลงกันตั้งแต่เริ่มสมัยประชุม และองค์ประชุมในวันศุกร์ก็รู้กันอยู่เหมือนกับมาฟังสิ่งที่ กมธ.รายงาน ตนไม่ได้ขาดประชุม แต่มีเพื่อนหลายคนที่ขาดประชุม และวันศุกร์ก็อาจนัดประชุมชาวบ้านไว้

ทำให้ น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.ชี้แจง ตนเห็นใจนายพิเชษฐ์ คงอาจมาไม่ทันฟังการชี้แจงของ กมธ.และเห็นว่าสมาชิกในห้องมีไม่เพียงพอ และตนไม่เห็นว่ามีประเด็นตรงไหนที่นายพิเชษฐ์ จะไม่ให้ผ่านเพราะไม่แน่ใจว่านายพิเชษฐ์ ได้เปิดรายงานดูว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

น.ส.กัลยา กล่าวว่า ซึ่งคิดว่าไม่อยากให้เอาการเมืองมาเล่นสนุกในวันที่ผู้แทนต่างคนต่างทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และรายงานฉบับนี้เลื่อนมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจากครั้งที่แล้วผู้รายงานป่วย ครั้งนี้ก็ป่วยแต่ไม่เลื่อนเพราะเห็นความสำคัญด้วยเวลาที่จำกัด จึงอยากถามนายพิเชษฐ์ ว่ามีความเห็นที่ไม่สมควรตรงไหน จึงไม่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้

จากนั้นสมาชิกยังคงอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานต่อไป แต่ปรากฏว่ายังคงมีปัญหาอยู่ จนนายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอว่า หากการประชุมวันศุกร์มีปัญหา ขอให้นัดประชุมวันจันทร์หรือวันอังคารแทน

ทั้งนี้ นายศุภชัย ชี้แจงว่า หวังว่าที่ประชุมจะพิจารณากันด้วยเหตุผล เพราะทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีที่อยากทำงานเพื่อประชาชน จึงอยากให้พูดคุยกันเพื่อให้สภาเดินหน้าต่อไปได้และตนรู้ว่าถ้าโหวตวันนี้ก็ล่มและปิดประชุม แต่ตนต้องโหวต อย่างไรก็ไม่ปิดหนีแน่นอน ดังนั้น ขอๆกันหน่อยเพื่อให้รายงานฉบับนี้ผ่านไปได้

ทำให้ นายพิเชษฐ์ ลุกขึ้นโต้ว่าการประชุมทุกวินาทีต้องมีองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าเวลาใดองค์ประชุมต้องพร้อม วันนี้ไม่อยู่ก็ไม่อยู่ คนไปทำหน้าที่อื่นกลับบ้านก็เยอะ และวันนี้ตนเป็นคนเดียวที่มีความเห็นต่าง อย่ามาถามว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เพราะรายละเอียดเป็นเรื่องของตน และเป็นเอกสิทธิ์ของคนที่จะโหวต ขอให้ทำตามหลักการ

ขณะที่ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า แม้รายงานฉบับนี้ตนไม่ได้แสดงความเห็น แต่ก็ได้รับทราบและที่อยู่รอประชุมวันศุกร์ เนื่องจากประธานนัดประชุม ไม่เช่นนั้นตนตีตั๋วเครื่องบินตั้งแต่เช้าแล้ว ซึ่งก็เหมือนกันกับอีกหลายคน เพราะหลายคนเซ็นชื่อแล้วขึ้นเครื่องบินกลับไป การรับทราบรายงานไม่ใช่กฎหมายที่ต้องลงมติ การที่สมาชิกขอนับองค์ประชุมเป็นเอกสิทธิ์ แต่เป็นการทำลายสภา

ทำให้ นายพิเชษฐ์ ประท้วงประธานที่ประชุมว่าปล่อยให้คนที่ไม่สังกัดพรรคมากล่าวหาเช่นนี้ได้อย่างไร ขณะที่นายคารม โต้อีกครั้งว่าสังกัดพรรค ถ้าไม่สังกัดพรรคก็ไม่ได้เป็น ส.ส. ดังนั้น ไม่ต้องมากวนน้ำให้ขุ่น ถ้าตนเป็น ส.ส.หลายสมัยจะไม่ทำแบบนี้

จนในที่สุด นายพิเชษฐ์ ยืนยันให้มีการโหวตเพราะรายงานจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับสมาชิกไม่ใช่ตน จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกแสดงตน โดยมีผู้แสดงตนจำนวน 247 ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นเปิดให้ที่ประชุมลงมติ โดยมีผู้ลงมติ 237 เสียง เห็นด้วย 233 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว

แต่พอจะลงมติเกี่ยวกับข้อสังเกต ทางวิปรัฐบาลขอให้เห็นชอบตามเสียงข้างมาก โดยไม่ต้องลงมติ เพราะถ้าลงมติต้องตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งและเกรงว่าจะทำให้ไม่ผ่านและทำให้รายงานฉบับนี้ค้างอยู่และเดินหน้าไปไม่ได้ จึงไม่มีการลงมติในข้อสังเกต และถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามข้อสังเกตของ กมธ.

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
: พรรคเล็ก จี้ยุบสภา ก่อนปีใหม่ บอกล่มทุกสัปดาห์ คืนอำนาจให้ปชช. เป็นของขวัญดีกว่า
: ‘สุทิน’ หวังกม.ลูกส.ส.ฉลุย เปิดทางเดินหน้าเลือกตั้ง หวั่นสะดุดปมสภามีเวลาไม่พอ