เปิดใจ ‘ดามพ์ บุญธรรม’ เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯคนแรก หลัง 32 ปีแห่งสัมพันธ์ที่หยุดชะงัก

27.11.22 | 12:12 น.
เปิดใจ ‘ดามพ์ บุญธรรม’ เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯคนแรก หลัง 32 ปีแห่งสัมพันธ์ที่หยุดชะงัก

 

เปิดใจ ‘ดามพ์ บุญธรรม’

เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯคนแรก

หลัง 32 ปีแห่งสัมพันธ์ที่หยุดชะงัก

ในโอกาสที่ไทยและซาอุดีอาระเบียฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตที่เคยตกอยู่ในช่วงสุญญากาศนานถึง 32 ปี มติชนจึงถือโอกาสพูดคุยกับนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด คนแรก หลังการผลิบานอีกครั้งของสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ ถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังของการฟื้นสัมพันธ์ ความท้าทายของงาน และผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและซาอุดีฯ พร้อมทั้งแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตของนักการทูตไทย ก่อนที่จะมารับภารกิจสำคัญในการสานต่อสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีฯ ให้งอกงามสืบไป

Advertisement

ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกามาก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ได้ทำงานเพื่อประสานและเตรียมการเยือนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นปีนี้ ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาเป็นปกติ ทำหน้าที่เจรจาเพื่อจัดทำความตกลงต่างๆ ที่วางกรอบกลไกความร่วมมือระหว่างกันขึ้นใหม่ ไปจนถึงการหารือและให้การรับรองคณะจากซาอุดีฯ ที่เดินทางมาเยือนไทยหลายคณะในช่วงที่ผ่านมา เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาดคนแรกหลังฟื้นความสัมพันธ์ ทูตดามพ์กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ หลังทั้ง 2 ชาติขาดการติดต่อกันนานถึง 32 ปี เนื่องจากตนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีฯมาก่อน ทำให้มี “ต้นทุน” ด้านความคุ้นเคย ทั้งต่อผู้คน สถานที่ และมีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง จึงรู้สึกว่าสามารถใช้โอกาสนี้ในการเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและซาอุดีฯได้มาก และมีความพร้อมในการดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

เมื่อถามว่าเอกอัครราชทูตไทยคนใหม่ได้รับการต้อนรับจากทางการซาอุดีฯอย่างไร ท่านทูตดามพ์บอกว่า ขณะที่เดินทางไปรับตำแหน่งที่ซาอุดีฯเพียงเวลาสั้นๆ 3 วัน ก่อนที่จะกลับมาเตรียมรับการเยือนของท่าน คาหลิด อับดุลอะซีซ อัลฟาลิฮ์ รัฐมนตรีกระทรวงการลงทุน และเตรียมการรับเสด็จฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีซาอุดีฯ ก็มีโอกาสได้เข้าพบรัฐมนตรีของซาอุดีฯหลายท่านอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ ความร่วมมือและมิตรไมตรี รวมถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากฝ่ายซาอุดีฯเป็นอย่างดีมาโดยตลอดนี้เอง ที่ทำให้ตนรู้สึกว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การทำงานในตำแหน่งใหม่นี้มีความราบรื่นมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเสด็จฯเยือนไทยของ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานฯ คือการจัดตั้ง “สภาความร่วมมือซาอุดี-ไทย” อันจะเป็นกลไกของภาครัฐที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างไทยและซาอุดีฯ ซึ่งจะครอบคลุมภารกิจ 5 ด้าน ได้แก่ การลงทุน เศรษฐกิจและการค้า วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การเมือง ความมั่นคงและการทหาร ที่ท่านทูตดามพ์ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า “สภาความร่วมมือ” เช่นนี้ยังเป็นกลไกความร่วมมือระดับทวิภาคีที่สูงที่สุดของฝ่ายซาอุดีฯอีกด้วย

ในการประคับประคองความสัมพันธ์ที่รื้อฟื้นมาใหม่นี้ ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศเห็นตรงกันว่าจะต้องใช้นักการทูตที่มีประสบการณ์ แน่นอนว่าคุณสมบัติข้อนี้ไม่เป็นปัญหาให้แก่ท่านทูตดามพ์ที่รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมายาวนานถึง 28 ปี ขณะเดียวกันฝ่ายซาอุดีฯ ก็ส่ง นายอับดุลเราะห์มาน อัลซูไฮบานี่ เอกอัครราชทูตที่มีความชำนาญและประสบการณ์พรั่งพร้อมมาปฏิบัติหน้าที่ที่ไทยเช่นกัน ซึ่งท่านทูตดามพ์บอกว่า เอกอัครราชทูตซาอุดีฯ ประจำประเทศไทยก็ได้เดินทางมารับตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความรวดเร็วของกระบวนการในการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและความจริงใจที่ทูตดามพ์รับรู้ได้จากการทำงานร่วมกับฝ่ายซาอุดีฯตลอดเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึง “ความเต็มที่” ที่สมดุลกันระหว่างความพยายามของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายซาอุดีฯในภารกิจฟื้นฟูการทูตครั้งประวัติศาสตร์นี้

แน่นอนว่าความรู้สึกดีๆ และ “ใจ” ที่ทางซาอุดีฯมอบให้กับไทยผ่านท่านทูตดามพ์ ได้สร้างความคาดหวังและความกดดันที่หนักอึ้งให้แก่เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯคนใหม่ “ความคาดหวังเยอะ แต่ในขณะเดียวกัน กำลังใจที่เราได้รับจากประเทศผู้รับ มันสมดุลกันมาก การฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีฯเกิดขึ้นในเวลาที่รวดเร็ว ทุกอย่างดำเนินไปเร็วมากในปีนี้ หลังการเยือนของท่านนายกฯ จนมาถึงการเสด็จฯเยือนประเทศไทยของเจ้าชายมุฮัมหมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย” ท่านทูตดามพ์กล่าว

อย่างไรก็ดี กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีฯ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยหลายสมัยพยายามทำมาตลอด ท่านทูตดามพ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยและซาอุดีฯมีความท้าทายประการหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่เดิมทียังมีจำกัดทำให้การพูดคุยไม่เปิดเท่าที่ควร จากสัมพันธ์ทางการทูตที่หยุดชะงัก การไปมาหาสู่กันยังมีความยากลำบาก จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการที่ท่านนายกฯได้เข้าเฝ้าฯ และหารือกับเจ้าชายมุฮัมมัด เมื่อครั้งเดินทางไปร่วมประชุม จี20 ที่ญี่ปุ่น การหารือครั้งนั้นเป็นไปอย่างดีมาก และทำให้เกิดพลวัตต่างๆ ขึ้นตามมา เดิมจะมีการดำเนินการเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ติดเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทั่งมาเป็นวันที่ลงตัวในช่วงเดือนมกราคมปีนี้ที่ท่านนายกฯไปเยือนกรุงริยาด

ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมความช่วยเหลือจากนักการทูตซาอุดีฯที่ได้ทุ่มเทและช่วยเหลือดั่งพี่น้องในการสร้างความสัมพันธ์ ที่มีการพูดคุยกันมากขึ้น และมุ่งมั่นไปกับเป้าหมายการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศด้วยเช่นกัน อีกทั้งการสนับสนุนที่เกิดขึ้นในระดับที่ท่านทูตดามพ์บอกว่า “มากเกินความคาดหมาย” จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่เห็นความสำคัญและได้เพิ่มกำลังคน รวมถึงงบประมาณสนับสนุน ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยให้เกิดความพร้อมในการลุยงานที่รออยู่ข้างหน้ามากมาย

ในแง่ของเนื้องาน ท่านทูตดามพ์มองว่าเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง เพราะหน้าที่ของเอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯไม่ได้รับผิดชอบเพียงแค่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศซาอุดีฯเท่านั้น แต่ยังต้องดูแล บริหาร และสร้างความสัมพันธ์กับเวทีพหุภาคีในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นประตูสำคัญในการไปสู่โอกาสที่เป็นประโยชน์ต่อไทยอีกมากมาย สิ่งที่ท่านทูตดามพ์บอกว่า จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นคือ การผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ซึ่งมีซาอุดีฯเป็นพี่ใหญ่เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน และการประสานประโยชน์ด้านอื่นๆ กับภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการสานไมตรีกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ให้มากขึ้น เนื่องจากองค์การดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทยในเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงตลาดทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรรม การศึกษา และเทคโนโลยีกับโลกมุสลิม ซึ่งในฐานะทูตก็ต้องขับเคลื่อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญขององค์กรในภูมิภาคจีซีซีอีกด้วย

การที่ไทยสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีฯ นอกจากจะทำให้ไทยปราศจากผู้ที่ “มองหน้าไม่ติด” ในเวทีระหว่างประเทศแล้ว ท่านทูตดามพ์ยังบอกว่า เหตุการณ์นี้
ยังมีส่วนช่วยสานต่อการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศอย่างมากในอีกหลายด้าน รวมถึงจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของไทยที่มีความพร้อมในการเป็นฮับการลงทุนต่างๆ หากไทยจับจุดถูกก็จะบังเกิดเป็นประโยชน์มหาศาลต่อทั้งประชาชน สังคม และประเทศ

“ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ในเรื่องของพลังงาน ซึ่งซาอุดีฯเป็นประเทศผู้เล่นหลัก ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจะมีมากมายหากเราเก็บเกี่ยวเป็น อย่างเรื่องพลังงานสะอาด (green hydrogen) หากไทยสามารถเป็นฮับในเรื่องนี้ได้สำเร็จ นอกจากเราจะได้เชื้อเพลิงราคาถูกที่ไม่ปล่อยมลภาวะ ค่าไฟเราก็จะถูกลง และสร้างข้อได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมให้กับประเทศไทยได้” ท่านทูตดามพ์กล่าว

นี่ยังไม่รวมถึงข้อดีด้านการเมืองโลกที่มีความตึงเครียดมากขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน การที่ไทยเป็นพันธมิตรที่ดีกับซาอุดีฯ ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจ จะชักพาไทยไปสู่การรวมกลุ่มที่มีน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศ จุดนี้จะเป็นประโยชน์ และช่วยสร้างแต้มต่อให้ไทยได้มหาศาล

นอกจากนี้ การฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีฯยังเป็นผลดีต่อสายสัมพันธ์ที่ไทยมีต่อประเทศสมาชิกในกลุ่มจีซีซีอีกด้วย จุดนี้ทูตดามพ์บอกว่า สัมผัสได้ด้วยตัวเองในฐานะอดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ จากเดิมที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมร่วมกัน พอเขาทราบว่าตอนนี้ไทยกับซาอุดีฯกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มีการติดต่อกับไทยมากขึ้น ท่านทูตดามพ์มั่นใจว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีฯจะเป็นประโยชน์ต่อจีซีซีด้วย จากการที่ไทยสามารถติดต่อกับประเทศเหล่านี้ได้มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งเสริมสร้างพลวัตทางการค้าการลงทุนที่มากขึ้น สินค้าและบริการก็จะสามารถกระจายออกไปยังภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันภาคเอกชนของไทยเองก็ตื่นตัวและต้องการเดินทางไปซาอุดีฯเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ซึ่งก็ได้สร้างโจทย์ให้กับกระทรวงการต่างประเทศไทยในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงกับสำนักงานการค้า กระทรวงพาณิชย์ และการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเข้าไปเสริมกำลัง และการพัฒนางานด้านการทูตของไทยในซาอุดีฯให้ก้าวหน้า เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งหน่วยงานของไทยและซาอุดีฯ ใน
การส่งเสริมการเติบโตรอบด้านในอนาคต

ในด้านความรู้สึกที่คนซาอุดีฯมีต่อคนไทยและประเทศไทยนั้น โดยภาพรวมแล้วจะเป็นไปในเชิงบวก ดั่งที่ท่านทูตดามพ์บอกว่า “เขารู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และสบายใจที่ได้มาประเทศของเรา”
อย่างไรก็ดี ท่านทูตเน้นย้ำว่า พวกเราจะต้องมีความจริงใจและไม่ปฏิบัติต่อคนซาอุดีฯรวมถึงคนชาติอื่น ดั่ง “คนโง่” หรือมองว่าเขาเป็น “ถุงเงินถุงทอง” ที่รอให้ถูกเอาเปรียบ พร้อมเล่าถึงตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้ฟังว่า ขณะที่ไปรอรับรัฐมนตรีซาอุดีฯท่านหนึ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เดินทางมาล่วงหน้าได้เล่าให้ฟังว่าถูกโก่งราคาค่าโกนหนวดที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯแพงมากหลักหลายพันบาท ซึ่งท่านทูตกล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสื่อมเสีย และบั่นทอนสิ่งดีงามที่เราเคยสร้างไว้มาทั้งหมด ดังนั้นพวกเราคนไทยต้องระมัดระวังและช่วยกันใส่ใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศย้อนอดีตกลับไปสู่ 32 ปีที่ชะงักงันอีกครั้ง

จากช่องว่างความสัมพันธ์ทางการทูตที่หายไปยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ส่งผลให้คนไทยบางส่วนขาดองค์ความรู้และความเข้าใจต่อซาอุดีฯ จนอาจยังมีภาพจำแบบเก่า หรือยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับประเทศนี้อยู่ โดยคนยุคเก่าอาจมองว่าซาอุดีฯเป็นประเทศร่ำรวยด้วยน้ำมันและเพชรพลอย ที่เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการสร้างโอกาสทางอาชีพที่คนไทยเคยมุ่งหน้าไปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย หรือบางคนก็มองว่าซาอุดีฯเป็นประเทศที่อนุรักษนิยมมากๆ มีการใช้ชีวิตที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับขั้นเด็ดขาด หรือเป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีฮัจย์ของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศซาอุดีฯในปัจจุบันพัฒนาความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างมาก โดยเป็นสังคมที่เปิดกว้างกว่าเดิม อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ แนวปะการังทางตอนเหนือของทะเลแดง ที่ท่านทูตบอกว่าจะกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญในอนาคต คนไทยจึงควรปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อประเทศซาอุดีฯให้เท่าทันกับความเป็นจริงให้มากขึ้น

ตลอดระยะเวลา 28 ปีในกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูตดามพ์บอกว่า มีความภาคภูมิใจกับทุกช่วงเวลา โดยในช่วงที่ท่านทูตได้ทำงานในกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งเป็นกองที่ท่านทูตดามพ์ใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด ผลงานแรกที่รู้สึกภูมิใจก็คือการค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันความถูกต้องของเส้นเขตแดนที่ไทยยึดถือบริเวณบ้านร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นข้อพิพาททางเขตแดนระหว่างไทยกับลาวในอดีต ส่วนสิ่งที่ประทับใจจนลืมไม่ลงคือ เมื่อได้เป็นผู้อำนวยการกองเขตแดนและได้มีส่วนร่วมในคณะทำงานต่อสู้คดีตีความคำพิพากษากรณีปราสาทเขาพระวิหาร และเมื่อประจำการเป็นอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ก็ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา หลังจากที่มีความบาดหมางจากคดีดังกล่าวให้กลับมามีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันดังเดิม

ส่วนความภูมิใจที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นเอกอัครราชทูตไทยครั้งแรกที่ราชอาณาจักรโมร็อกโกนั้น ท่านทูตดามพ์เล่าว่า “คือการได้ส่งเสริมและเผยแพร่ความเป็นไทย โดยเฉพาะอาหารไทยและกีฬามวยไทยในหมู่ชาวโมร็อกโก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง” ขณะที่ความภูมิใจล่าสุดของท่านทูตดามพ์คือการได้มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับซาอุดีฯจนทำให้เกิดการเยือนซาอุดีฯของนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นปี 2565 และการเสด็จฯเยือนไทยของมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีฯ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และการได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด คนแรกในรอบ 32 ปี ภายหลังการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีฯให้เป็นปกติ

ท่านทูตดามพ์เล่าว่า การเป็นนักการทูตถือเป็นความฝันตั้งแต่ครั้งยังเด็ก จึงตัดสินใจเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบกับความชื่นชอบด้านกฎหมายจึงได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเองเบื้องต้น

เสน่ห์ของงานนักการทูตคือการติดต่อและประสานงานระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ดึงดูด ท่านทูตดามพ์อธิบายว่า “โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนที่ชอบคบหากับชาวต่างชาติ เรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างวัฒนธรรมของเขา และก็แบ่งปันเรื่องของเราให้เขาทราบเช่นกัน” ถึงขนาดที่ว่าเคยเข้าอบรมการเป็นมัคคุเทศก์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยเรียนปริญญาตรี สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมตัวตนจนนำท่านทูตดามพ์มาเดินบนเส้นทางของนักการทูตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อสามารถสอบเข้าเพื่อรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศได้สำเร็จ ท่านทูตดามพ์เลือกที่ทำงานในกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทั้งที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่มีโอกาสได้เรียนภาคบัณฑิตด้านกฎหมาย รวมถึงเข้ารับการอบรมด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นนักการทูตในเวลาต่อมา

แต่สิ่งที่เป็นแต้มต่อให้กับการทำงานในกองเขตแดนของท่านทูตดามพ์คือความรู้ภาษาฝรั่งเศส ทั้งจากที่มีคุณแม่เป็นอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศส และการที่ท่านทูตดามพ์เคยอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งแต่เด็ก และยังไปร่ำเรียนในประเทศฝรั่งเศสในเวลาต่อมา จากการทำงานที่กองเขตแดนต้องศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์การปักปันเขตแดนในอดีตซึ่งภาษาฝรั่งเศสจำนวนมาก ประกอบกับได้รับการสนับสนุนด้านตำราและการอบรมสั่งสอนจากผู้บังคับบัญชาอย่างเข้มข้น จึงยิ่งทำให้เรียนรู้หลักกฎหมายและมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น

และเมื่อสอบถามถึงความท้าทายในฐานะนักการทูต ท่านทูตดามพ์กล่าวว่า อาจเป็นความโชคดีที่ตลอดเวลาที่รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ง่ายและยากผสมกันไป โดยทางเลือกที่ง่ายก็คือการได้โอกาสทำงานที่ตรงกับจริตความชอบของเรา ส่วนทางเลือกที่ยากก็คงจะเป็นเรื่องของการต้องทำงานในด้านที่เราไม่คุ้นเคย จึงทำให้ต้องเรียนรู้และต้องปรับตัวให้มีความรู้สึกรักในงานที่ทำ และมีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นให้งานนั้นประสบความสำเร็จ

กับคำพูดที่ว่านักการทูตมักจะเป็นพวกอยู่บนหอคอยงาช้าง ท่านทูตดามพ์บอกทันทีว่า ไม่จริงเลย ผู้คนอาจเคยมองเห็นแต่ภาพการออกงานสังคมที่ดูสวยหรูเพียงด้านเดียวจนทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากแท้จริงแล้วนักการทูตต้องเป็นบุคคลที่เข้าถึงได้ง่าย โดยสามารถรักษาสมดุลระหว่างพิธีการทูตกับความเข้มข้นและประสิทธิภาพในการประสานงานกับทุกภาคส่วนของสังคม “หากอยู่แต่บนหอคอยงาช้างโดยไม่สนใจคนอื่น ไม่ประสานงานกับใครแล้วจะขับเคลื่อนงานการทูตให้สำเร็จได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้”

กับคำถามสุดท้ายที่ว่า อะไรเป็นสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จมากที่สุด ขณะดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ท่านทูตดามพ์ตอบว่า จากการที่ความสัมพันธ์ของไทยและซาอุดีฯถูกลดระดับเป็นเวลาถึง 32 ปี สิ่งที่อยากทำให้สำเร็จนั้นจึงมีหลายอย่าง โดยเริ่มที่การผลักดันให้แผนการขับเคลื่อนและส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ซาอุดีอาระเบีย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “โรดแมป” ซึ่งจะเป็นตัววางทิศทางในการทำงานร่วมกันระหว่างไทยกับซาอุดีฯได้รับการรับรองโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นอันดับแรก และการส่งเสริมด้านการค้าและการลงทุนที่เป็นความคาดหวังพื้นฐานของภาคเอกชนทั้งสองประเทศอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ท่านทูตอยากทำมากที่สุดคือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความสัมพันธ์แนบแน่นและมั่นคงเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งในเรื่องของการแลกเปลี่ยนทางความรู้ ภาษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งท่านทูตแสดงความมุ่งมั่นว่า “นี่คือภารกิจหลักที่เราจะต้องทำให้ได้”

ท่านทูตดามพ์ทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณทุกคนที่ร่วมทำงานอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจนเกิดเป็นความก้าวหน้าทางการทูตในวันนี้ขึ้นมา รวมถึงผู้บุกเบิกในอดีตที่ช่วยกรุยทางให้เราประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่กลับมาเบ่งบานอีกครั้งเท่านั้น หนทางไปสู่เป้าหมายและความคาดหวังต่างๆ ยังคงอีกยาวไกล คงต้องส่งกำลังใจให้เอกอัครราชทูตไทยประจำซาอุดีฯคนแรกในรอบ 32 ปี ให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านที่มุ่งหมายจนประสบความสำเร็จได้ดังที่มุ่งหวังและตั้งใจ

วรรัตน์ ตานิกูจิ – กรกช เรือนจันทร์