หมายเหตุ – นักวิชาการ นักธุรกิจ แสดงความคิดเห็นต่อกรณี ครม. มีมติช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามที่ลงทะเบียนไว้ คือ 1.ผู้ที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี รัฐบาลมอบเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท มีผู้ที่ลงทะเบียน 3.1 ล้านคน 2.ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001 ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี มอบเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท จำนวน 2.3 ล้านคน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 12,750 ล้านบาท จะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธันวาคม 2559 ผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส. ออมสิน และกรุงไทย ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้
รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กระทรวงการคลังจะทุ่มหนึ่งหมื่นล้านเป็นของขวัญปีใหม่คนจนในเมือง ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับ เพราะในเเง่หนึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีถ้าเงินที่เพิ่มขึ้นไปอยู่กับคนจนจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เเน่นอนว่าคนจนคงไม่ซื้อของนอกประเทศ ดังนั้นจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้นเเละช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แต่มันก็ควรให้ฝนตกทั่วฟ้าด้วย เพราะรัฐไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่ม ควรจะทำให้ทั่วถึงเพราะทุกคนล้วนเป็นพลเมืองของประเทศนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
กรณีนี้ผมไม่เเน่ใจว่าจะทำให้เกิดเสียงครหาตามมาหรือไม่ เพราะคนจนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนจนในเมืองหรือคนจนนอกเมืองเมื่อได้เงินมาเเล้ว แน่นอนว่าต้องไปจับจ่ายใช้สอยแน่นอน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ คำถามก็คือทำไมถึงไม่ให้เงินกับคนจนทั่วไปด้วยล่ะ ผมคิดว่าเวลาพูดถึงคนจนจะต้องเอาความเป็นคนจนเป็นหลัก ไม่ใช่คนจนที่นั่น คนจนที่นี่ เพราะจน เเปลว่าจนเหมือนกันหมด ไม่พอก็แปลว่าไม่พอเหมือนกัน เเล้วถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทีน่าจะกระตุ้นมากกว่านี้
แล้วยังมีกรณีการให้เฉพาะคนจนที่มีการลงทะเบียน ประเด็นนี้ก็เป็นปัญหาเพราะการที่จะให้ระบบทะเบียนครอบคลุมคนจนได้ทั้งหมดก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นเเค่เอาไปให้กับคนจนที่ลงทะเบียนไว้ทั้งประเทศความจริงเเล้วก็ยังไม่ทั่วถึงคนจนทั้งหมด ยังมีปัญหาต่อเนื่องอีกว่าคนจนส่วนใหญ่หรือเปล่าที่ไม่ได้ลงทะเบียน ซึ่งแปลว่าเรากำลังช่วยเหลือคนจนส่วนน้อย
ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจเเบบนี้ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจมีการผูกขาดอาจจะทำให้คนจนในเมืองวิ่งเข้าหาห้างร้านสะดวกซื้อก็จะเป็นการช่วยร้านเหล่านี้ มันก็จะไม่ได้เป็นการช่วยคนจนจริงๆ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม แล้วถ้าระบบเศรษฐกิจมีการผูกขาดสูงก็จะยิ่งเป็นการป้อนเงินเข้ากระเป๋าคนบางกลุ่มที่มีอำนาจผูกขาด ยิ่งมีการให้เฉพาะกลุ่มยิ่งมีโอกาสเอื้อประโยชน์คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสูง ดังนั้นควรจะมีการกระจายความช่วยเหลือให้กว้างขวาง
สำหรับโครงการที่ออกมานี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนโยบายประชานิยม แต่ผมก็คิดว่าการที่ทำเเล้วไม่ใช่ดูเเค่ประชาจะนิยมหรือไม่นิยม เเต่ต้องดูว่าประชาชนชอบเเล้วจะได้ผลที่ยั่งยืนหรือเปล่า ถ้าดูตรงนี้จะรู้ว่าไม่ได้ผลที่ยั่งยืนเพราะเราไม่ได้ช่วยสอนเขาตกปลา เเต่เป็นการเอาปลาให้เขา เพราะฉะนั้นความยั่งยืนก็จะไม่มี เป็นการกระตุ้นเหมือนกับพลุ ที่ไม่มีผลอะไรมากมาย
สมเกียรติ อนุราษฎร์
รองประธานหอการค้าไทย
เป็นเรื่องที่ดีที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้ เข้าใจว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ได้ เพราะประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะนำเงินไปจับจ่ายในช่วงท้ายปีแน่นอน ไม่ได้เก็บไว้ มาตรการดังกล่าวนับเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไม่เหมือนกับนโยบายรถยนต์คันแรกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเพี้ยนไปบ้าง
ขณะนี้เศรษฐกิจประเทศสโลว์ดาวน์ จากสินค้าเกษตรหลายตัวราคาลดลง กระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากและเกษตรกรไม่ค่อยมีเงินจับจ่าย เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ การกระจายเงินให้ถึงผู้มีรายได้น้อยโดยตรงจะเป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้เศรษฐกิจน่าจะรักษาระดับการขยายตัวได้เท่าๆ กับไตรมาส 3 ที่ประมาณ 3.3% แต่หากไม่มีมาตรการอะไรเลยการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย รวมถึงเดือนธันวาคมนี้อาจจะตกลงได้ และในปีหน้าการจะผลักดันเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งปีนี้มองเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 3% และปีหน้าเป็นไปได้จะขยายตัวในกรอบ 3-4%
ต่อจากนี้ถึงปีหน้าต้องติดตามเรื่องราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและมันสำปะหลังว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักหนึ่งต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะเป็นเรื่องกระทบประชาชนวงกว้าง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเองก็คงต้องรอให้ภาครัฐลงทุนก่อน การลงทุนอย่างอื่นๆ ของภาคเอกชนก็จะตามมา เช่น เมื่อมีโครงการรถไฟฟ้า ก็จะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามไป
วัลลภ วิตนากร
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สาเหตุหลักที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการแจกเงินคนจนจำนวน 5 ล้านรายนั้น เชื่อว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ (ตุลาคม-ธันวาคม 2559) ที่กำลังถดถอย และรัฐบาลเองได้ออกมายอมรับแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนไม่มีอารมณ์ใช้จ่ายเพราะอยู่ในช่วงไว้อาลัย แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นระยะสั้นเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการที่รัฐบาลมีมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง จนกระทบต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และแรงงานในระบบ แต่อีกมุมก็เป็นมาตรการสำคัญของประเทศที่จะช่วยให้ทัวร์จีนที่มาไทยมีคุณภาพ และมูลค่าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
ค่อนข้างมั่นใจว่ามาตรการแจกเงินครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม และช่วยให้ภาคเอกชนสามารถระบายสินค้าในสต๊อกที่ผลิตออกมาแต่ขายไม่ได้ เมื่อเอกชนขายสินค้าได้ก็จะส่งผลดีต่อการลงทุน การจ้างงาน และแรงงานก็จะมีการใช้จ่ายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศจริง อยากให้ออกมาตรการกระตุ้นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อด้วย เพราะกลุ่มนี้ก็ซบเซาเช่นกัน โดยลดกำลังซื้อลงอย่างมาก จุดนี้รัฐบาลจึงควรเข้ามาช่วยเหลือโดยด่วน
เจน นำชัยศิริ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 5 ล้านคน คือ “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” สุดท้ายแล้วคงต้องอยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้เกิดความเหมาะสม
แต่สิ่งที่อยากให้เข้มงวดคือ รายชื่อประชาชนที่ลงทะเบียนคนจน จะต้องมีความโปร่งใส ไม่มีการสวมสิทธิ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาทีหลัง

