เดินหน้าชน : เกมยื้อ

30.11.22 | 12:43 น.

เดินหน้าชน : เกมยื้อ

 ทิ้งเวลาจนเกินรอคอย กระทั่งจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกปากผ่านสื่อมวลชนเหมือนฝากไปถึง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ชาวประชาธิปัตย์เริ่มอึดอัดกับการที่พรรคนำชื่อนายนริศ ขำนุรักษ์ ส..พัทลุง เสนอ พล..ประยุทธ์ เพื่อทูลเกล้าฯแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เนิ่นนานจนบัดนี้ร่วม 7 สัปดาห์ ยังนิ่งสนิท ราวกับไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น

ตามมาด้วยแกนนำพรรคอีกหลายคนแสดงอาการหงุดหงิดไม่น้อย

Advertisement

แม้อำนาจการปรับ ครม.จะเป็นสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรี

แต่ในรูปแบบรัฐบาลผสมมีหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วม แต่ละพรรคก็จะได้รับโควต้ารัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ 

เมื่อรัฐมนตรีในโควต้าต้องมีเหตุเป็นไปให้พ้นจากเก้าอี้ ก็เป็นสิทธิของพรรคการเมืองนั้นจะเสนอบุคคลเข้ารับตำแหน่งทดแทนเช่นกัน

และเมื่อกลับไปดูตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลงในรัฐบาลปัจจุบัน พบว่ามีอยู่ถึง 3 กระทรวง บางกระทรวงว่างเว้นยาวนานกว่า 1 ปี

เมื่อกันยายน 2564 พล..ประยุทธ์สั่งปลด 2 รัฐมนตรีในโควต้าพรรคพลังประชารัฐ พ้นจากตำแหน่งคือ ..ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ยังไม่มีการแต่งตั้งใครเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทดแทนจนถึงปัจจุบัน

เดือนกันยายน 2565 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ลาออก

นอกจากนั้นยังมีอีก 1 เก้าอี้ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงศึกษาธิการ โควต้าพรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกามีคำสั่ง

พักงานตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2565 กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง จากเหตุรุกป่าเขาใหญ่ ต้องว่างงานรอคำพิพากษา

ปกติการจัดวางบุคคลลงเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่างอาจมีความจำเป็นเพื่อเติมเต็มการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สำหรับในช่วงปลายสมัยรัฐบาล การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว การปรับบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีกลับมีความสำคัญยิ่งกว่า

โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างสูง 

กระทรวงมหาดไทยคุมอำนาจการปกครองของประเทศ เป็นหนึ่งปัจจัยชี้อนาคตผลการเลือกตั้ง 

ยิ่งการช่วงชิงพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคร่วมรัฐบาลแข่งขันกันอย่างหนัก 

พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมต้องการกลับมาทวงแชมป์ 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย วางเป้าหมายขยายอาณาเขต

และยังมีพรรคน้องใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติ ที่มีแนวโน้มว่า พล..ประยุทธ์ย้ายเข้าสังกัด ก็เล็งพื้นที่ ด้ามขวานนี้ด้วย

ดังนั้นการปรับ ครม.ยืดเยื้อเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดทัพ และนำชุดนโยบายไปสู่ประชาชนในพื้นที่

หากจะทำความเข้าใจในท่าทีของ พล..ประยุทธ์เพิกเฉยต่อขอเรียกร้องข้างต้น พออธิบายได้ว่า หาก พล..ประยุทธ์เลือกเดินในเส้นทางการเมืองอีกรอบ ก็คงไม่หยิบยื่นอาวุธให้กับคู่แข่งศึกเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันหากยังคงอาศัยแรงส่งจากพลังประชารัฐ การปรับ ครม.อาจสร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคที่มีอยู่หลายกลุ่มการเมืองเรียกร้องขอเก้าอี้รัฐมนตรี จนนำไปสู่ความขัดแย้ง สูญเสียความเป็นเอกภาพ ก็ไม่เป็นผลดีสำหรับการไปต่อของ พล..ประยุทธ์เช่นกัน  

แต้มคูจึงออกมาเป็นยื้อให้นานเท่านาน รอจังหวะความได้เปรียบสูงสุด

สัญญา รัตนสร้อย 

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง