เดินหน้าชน : เกมยื้อ
ทิ้งเวลาจนเกินรอคอย กระทั่ง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกปากผ่านสื่อมวลชนเหมือนฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ชาวประชาธิปัตย์เริ่มอึดอัดกับการที่พรรคนำชื่อนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อทูลเกล้าฯแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
เนิ่นนานจนบัดนี้ร่วม 7 สัปดาห์ ยังนิ่งสนิท ราวกับไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น
ตามมาด้วยแกนนำพรรคอีกหลายคนแสดงอาการหงุดหงิดไม่น้อย
แม้อำนาจการปรับ ครม.จะเป็นสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรี
แต่ในรูปแบบรัฐบาลผสมมีหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วม แต่ละพรรคก็จะได้รับโควต้ารัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ
เมื่อรัฐมนตรีในโควต้าต้องมีเหตุเป็นไปให้พ้นจากเก้าอี้ ก็เป็นสิทธิของพรรคการเมืองนั้นจะเสนอบุคคลเข้ารับตำแหน่งทดแทนเช่นกัน
และเมื่อกลับไปดูตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลงในรัฐบาลปัจจุบัน พบว่ามีอยู่ถึง 3 กระทรวง บางกระทรวงว่างเว้นยาวนานกว่า 1 ปี
เมื่อกันยายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์สั่งปลด 2 รัฐมนตรีในโควต้าพรรคพลังประชารัฐ พ้นจากตำแหน่งคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ยังไม่มีการแต่งตั้งใครเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทดแทนจนถึงปัจจุบัน
เดือนกันยายน 2565 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ลาออก
นอกจากนั้นยังมีอีก 1 เก้าอี้ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงศึกษาธิการ โควต้าพรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกามีคำสั่ง
“พักงาน” ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2565 กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง จากเหตุรุกป่าเขาใหญ่ ต้องว่างงานรอคำพิพากษา
ปกติการจัดวางบุคคลลงเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่างอาจมีความจำเป็นเพื่อเติมเต็มการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สำหรับในช่วงปลายสมัยรัฐบาล การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว การปรับบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีกลับมีความสำคัญยิ่งกว่า
โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างสูง
กระทรวงมหาดไทยคุมอำนาจการปกครองของประเทศ เป็นหนึ่งปัจจัยชี้อนาคตผลการเลือกตั้ง
ยิ่งการช่วงชิงพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคร่วมรัฐบาลแข่งขันกันอย่างหนัก
พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมต้องการกลับมาทวงแชมป์
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย วางเป้าหมายขยายอาณาเขต
และยังมีพรรคน้องใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติ ที่มีแนวโน้มว่า พล.อ.ประยุทธ์ย้ายเข้าสังกัด ก็เล็งพื้นที่ “ด้ามขวาน” นี้ด้วย
ดังนั้นการปรับ ครม.ยืดเยื้อเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดทัพ และนำชุดนโยบายไปสู่ประชาชนในพื้นที่
หากจะทำความเข้าใจในท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์เพิกเฉยต่อขอเรียกร้องข้างต้น พออธิบายได้ว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์เลือกเดินในเส้นทางการเมืองอีกรอบ ก็คงไม่หยิบยื่น “อาวุธ” ให้กับคู่แข่งศึกเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันหากยังคงอาศัยแรงส่งจากพลังประชารัฐ การปรับ ครม.อาจสร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคที่มีอยู่หลายกลุ่มการเมืองเรียกร้องขอเก้าอี้รัฐมนตรี จนนำไปสู่ความขัดแย้ง สูญเสียความเป็นเอกภาพ ก็ไม่เป็นผลดีสำหรับการไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์เช่นกัน
แต้มคูจึงออกมาเป็นยื้อให้นานเท่านาน รอจังหวะความได้เปรียบสูงสุด
สัญญา รัตนสร้อย
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
- ด่วน! โปรดเกล้าฯ 3 รมต.ใหม่ ‘ธนกร’ ผงาดรมต.สำนักนายกฯ ส่วน ‘นริศ’ เป็นมท.3 ตามโผ
- ด่วน! มติศาลรธน. ไฟเขียวสูตร หาร 100 ชี้ชัดกม.เลือกตั้ง ตราขึ้นถูกต้อง ไม่ขัดรธน.
- “ครม.” ไฟเขียว ตั้ง “นิศากร” ภรรยา “วิศิษฏ์” นั่งผู้ว่าหญิงคนแรกของพัทลุง หลังกู้เกียรติลาออก
- ปริญญา เสียใจ ‘วิศวกรตงฉิน’ จบชีวิต ‘ราชการ’ มีปัญหาเพียบ จี้เลิกเรียกรับเงินผู้รับเหมา

