นักวิชาการอ่านเกม ปรับครม.-สูตรหาร 100 หมากสู้เลือกตั้ง?

2.12.22 | 10:01 น.
นักวิชาการอ่านเกม ปรับครม.-สูตรหาร100 หมากสู้เลือกตั้ง?

นักวิชาการอ่านเกม ปรับครม.-สูตรหาร 100 หมากสู้เลือกตั้ง?

หมายเหตุ – นักวิชาการให้ความเห็นถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรับ ครม. 3 ตำแหน่ง ได้แก่ นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายสุนทร ปานแสงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องสูตรหาร 100 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ สะท้อนการเมืองอย่างไรบ้าง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

การปรับเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง หากมองแบบง่ายๆ คือ ประการที่ 1 ให้มีคนรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน โค้งสุดท้ายก่อนรัฐบาลจะหมดวาระ ประการที่ 2 ให้มีความยืดหยุ่นทางการเมือง เพราะพรรคประชาธิปัตย์สร้างแรงกดดันมาก คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์วางเกมจะไปต่อ จึงต้องทำให้การเมืองมีความยืดหยุ่น และประการที่ 3 แนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ไม่อยากสร้างรอยร้าวก่อนการเลือกตั้ง เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้ตำแหน่งนี้ไปสร้างคะแนนเสียงในพื้นที่ และช่วยเขตเลือกตั้งต่างๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้ จากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การปรับให้นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่หลายคนต่างจับตามองว่า ทำไมถึงก้าวกระโดดมาเป็นรัฐมนตรี ผมมองว่าเป็นการตอบแทนทางการเมือง เพื่อดึงนายธนกรมาใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ หากถามจุดเด่น ต้องยอมรับว่านายธนกรไม่มีพื้นที่จุดเด่น เกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่อย่างใด ที่จะทำงานให้ พล.อ.ประยุทธ์

แต่สิ่งที่สนใจ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับการหาร 100 ทำให้พรรคเล็กไปต่อยาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ลงทุนไปแล้วคือ พรรค 4 ยอดกุมาร หรือพรรคสร้างอนาคตไทย ที่มีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค อาจต้องคิดทบทวนบทบาททางการเมืองใหม่ คิดว่านายธนกรอาจถูกวางตัวเอาไว้เพื่อเป็นคนกลางคอยประสานงานเพื่อนำคนกลุ่มนี้มาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

Advertisement

ล่าสุด กลุ่มสามมิตรไม่ไปเช็กชื่อที่บ้านป่ารอยต่อ แสดงว่าเป็นการสงวนท่าที นายธนกรก็มาจากกลุ่มสามมิตรเช่นเดียวกัน คิดว่ากลุ่มสามมิตรรู้คลื่นลมทางการเมือง และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ครั้งหน้าอย่างแน่นอน โดยมีนายธนกรเป็นผู้ประสานงาน คิดว่าอาจทำให้หลายๆ อย่างทางการเมืองคลี่คลายขึ้น ในซีกของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้นายธนกรถูกตั้งขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าในแง่การบริหารจัดการ และคิดว่าเป็นการตอบแทนของ พล.อ.ประยุทธ์

ทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อยู่ในฐานะที่ลำบากเหมือนกัน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ ส.ส.จะต้องประเมินสถานการณ์พรรคพลังประชารัฐในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนจีนสีเทา และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ยังไม่แสดงตัวว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะเอาอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนการแต่งตั้งรัฐมนตรี พร้อมกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหาร 100 หากมองเผินๆ อาจจะเป็นความบังเอิญก็ได้ หรือประจวบเหมาะมากกว่า เมื่อผลออกมาอย่างนี้ ส่งให้พรรคเล็กต้องปรับกลยุทธ์ทันที เพราะหาร 100 พรรคใหญ่ได้เปรียบ

การปรับ ครม.ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโค้งสุดท้าย หากจะว่าไปแล้วมีผลทางด้านบริหารนั้นคงยาก เพราะเหลือเวลาไม่กี่เดือน เป็นการตั้งคนมารับผิดชอบงาน แต่ผมให้น้ำหนักทางการเมืองมากกว่า เพราะต้องการสร้างแนวร่วมทางการเมือง พันธมิตรทางการเมือง และที่สำคัญต้องการตัวกลางที่ประสานงานมากกว่า

ส่วนการตั้งนายสุนทร ปานแสงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นคนปากน้ำ หากมองว่าเป็นโควต้าของพรรคพลังประชารัฐเดิมในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส หากมองบทบาทของกลุ่มปากน้ำ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ พบว่าไม่ได้ไปเช็กชื่อที่บ้านป่ารอยต่อเหมือนกัน กลุ่ม ส.ส.ปากน้ำทั้งหมดอาจไปอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ หากนายสุนทร เป็นคนของกลุ่มปากน้ำก็ถือว่าเป็นการตบรางวัลล่วงหน้าก่อน และซื้อใจคนกลุ่มนี้เข้ามา ส่วนที่นายกรุงศรีวิไลไปกราบเท้า พล.อ.ประวิตร ถือว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วและเป็นคนละวาระกัน

หากมองภาพของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เป็นเหมือนเป็นคนใหม่ กลุ่มทุนใหม่ที่มีเจตนาชัดเจนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย จึงทำให้มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรไม่มีทางแตกแยกกัน แต่ต้องการให้คนรอบข้าง พล.อ.ประวิตร ที่พยายามเชื่อมสะพานข้ามกับพรรคเพื่อไทยนั้นจะตีบตันไปเรื่อยๆ สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ อาจต้องมาร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ พล.อ.ประวิตร ช่วงนี้น่าจะเกิดความตึงเครียดพอสมควร เพราะว่าหลายๆ กลุ่มทยอยออก บวกกับปัญหากลุ่มทุนจีนเกี่ยวพันกับพรรค จะทำให้ ส.ส.หลายคนตัดสินใจเส้นทางการเมือง ซึ่งปลายเดือนธันวาคมจะเห็นชัดเจนว่าจะเหลือ ส.ส.กี่คนในพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนภาพการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปจะต้องชัดเจนมากขึ้น จากข้อเรียกร้องต่างๆ ที่สำคัญน่าจะเปิดตัวได้แล้ว หางเครื่อง ดนตรี พร้อมหมดแล้ว เหลือแต่นักร้องนำ หาก พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่เปิดตัว ก็จะตอบคำถามสังคมไม่ได้ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติ จะชู พล.อ.ประยุทธ์ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มาด้วย

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผละจากพรรคพลังประชารัฐไปพรรครวมไทยสร้างชาติ คิดว่าบทบาทคงมีเฉพาะที่ อาทิ กลุ่มชลบุรี หรือบางพื้นที่ที่ดูแล คิดว่าไม่น่าจะมีบทบาทในพรรคมากนักในเวลานี้ เพราะนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าความไว้วางใจคงอยู่ในคนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไหลเข้ามากกว่า

เว้นแต่จะแบ่งงานให้รับผิดชอบ หากจะต้องรับผิดชอบในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคกลาง ก็ต้องดูกระสุนดินดำและทรัพยากรที่มากพอที่จะทำให้บรรดา ส.ส.ในความดูแล ที่สำคัญ ส.ส.เหล่านั้น ต้องประเมินว่าเรื่องทรัพยากร น้ำบ่อเก่ากับน้ำบ่อใหม่ ใครจะอุดมสมบูรณ์มากกว่ากัน ที่สำคัญจะต้องประเมินโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลระหว่างอยู่กับ พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ อีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจหากพรรครวมไทยสร้างชาติ รวบรวมสรรพกำลังมากกว่า และสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ย่อมดีกว่าพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งแกนนำของกลุ่ม ส.ส.ต่างๆ จะต้องพิจารณาด้วยเหมือนกัน ทำให้ ส.ส.เหล่านั้นต้องมาประเมินท้ายสุดจะไปอยู่จุดไหน ที่ตัวเองมีอำนาจการต่อรองสูงขึ้น

สำหรับการเมืองในอนาคตก่อนยุบสภา มองว่าช่วงนี้ ส.ส.ต้องเตรียมโยกย้ายพรรคกันแล้ว พรรคเล็กพรรคน้อยจะวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองกันอย่างไร หลังจากนี้จะเห็นบรรดา ส.ส. แม้จะอยู่ช่วง 180 วันแล้วก็ตาม จะเห็นเครือข่ายของพรรคการเมืองประสานกับเครือข่ายท้องถิ่น ส.จ. อบต. อสม. คงเห็นการกระจายเศรษฐกิจลงสู่รากหญ้ามากขึ้น พาไปดื่ม พาไปกิน ฉลองกันเพื่อสร้างคอนเน็กชั่น ที่จะเป็นหัวคะแนนระดับพื้นที่ และต่อมานโยบายของพรรคต่างๆ จะกระจายลงสู่พื้นที่เช่นกัน

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหาร 100 หากประเมินตามสถานการณ์ถือว่าพรรคใหญ่ได้เปรียบ แต่ในทางการเมืองคิดว่า ความได้เปรียบอาจเป็นเงื่อนไขที่พูดไม่ออก หากมองว่าพรรคเพื่อไทยได้เปรียบ ท้ายที่สุดภายใต้โครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ กลไกทางการเมืองเอื้อประโยชน์กับกลุ่ม 3 ป. รัฐธรรมนูญก็ดี ส.ว.ก็ดี ถ้าพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ข้ออ้างที่ว่า ตัวเองเสียเปรียบกติกาที่ไม่เอื้อก็จะหมดความชอบธรรมลงไป เป็นโจทย์หนึ่งที่น่าสนใจ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลไม่ได้ ก็ไม่มีข้ออ้าง เพราะทุกอย่างพรรคเพื่อไทยได้เปรียบหมด ทั้งกระแส ประกอบกับหาร 100 แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ คงมาโทษรัฐบาลไม่ได้เช่นกัน

 

เชษฐา ทรัพย์เย็น
อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

การปรับรัฐมนตรี 3 ตำแหน่งล่าสุด ถือเป็นการปรับเล็กตามที่นายกฯเคยบอกไว้ ว่างกี่ตำแหน่งก็ปรับตามนั้นภารกิจชิ้นแรกทางการเมืองถือว่าเสร็จแล้ว
เป็นการรักษาน้ำใจพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และถนอมน้ำใจพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้สัญญากับกลุ่มปากน้ำไว้ เพียงแต่ขอโควต้าจาก พล.อ.ประวิตรมาหนึ่งตำแหน่งเพื่อแต่งตั้งขุนพลของตนเอง คือนายธนกร วังบุญคงชนะ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯนำมาไว้ใกล้ตัว เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนพรรคการเมืองใหม่ที่จะเข้าไปบริหารจัดการคือพรรครวมไทยสร้างชาติ

ส่วนโควต้ากลุ่มปากน้ำนายสุนทร ปานแสงทอง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯนั้น เป็นจังหวะทางการเมืองที่ส่งให้นายสุนทรเลื่อนขั้นจากรองนายก อบจ.สมุทรปราการ ข้ามห้วยขึ้นเขามาเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง เนื่องจากว่าหากจะให้ ส.ส.ปากน้ำในสังกัดค่ายอัศวเหมขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ก็เท่ากับสูญเสีย ส.ส. ในมือไปโดยไม่จำเป็น เพราะระหว่างนี้ หาก ส.ส.เขตว่างลง ไม่สามารถเลือกตั้งซ่อมได้แล้ว จะสูญเสียโควต้า ส.ส.ในมุ้งไปโดยใช่เหตุในยามที่รัฐบาลยังต้องการเสียง ส.ส. คอยประคอง

ส่วนที่คนในตระกูลอัศวเหม คนอื่นไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่จับตาจากสังคมมากกว่านี้ จากการที่ยังมีประเด็นร้อนแรงทางคดีอยู่ระหว่างนี้

การเปิดเกมเร็วทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ายเข้าและนำทีมงานคนสนิทย้ายเข้ามาด้วย ดังตัวอย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่ลาออกจากผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ และประกาศพร้อมติดตาม พล.อ.ประยุทธ์สุดตัว ตลอดจนการเปิดยุทธการเชิญชวน ส.ส.เกรดเอจากพรรคพลังประชารัฐ และอดีต ส.ส. จากพรรคอื่นเข้ามาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งดูเหมือนจะรีบจัดขุมกำลังภายในพรรคใหม่ให้ลงตัวโดยเร็ววัน ภารกิจชิ้นที่สองทางการเมืองกำลังขึ้นในทิศทางที่ตั้งไว้

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.สูตรหาร 100 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับส่งสัญญาณว่ากลไกการเข้าสู่การเลือกตั้ง ส.ส. ขับเคลื่อนได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคใดขัดขวางอีก เป็นการเขี่ยลูกอย่างเป็นทางการในการขับเคลื่อนบรรยากาศเข้าสู่โหมดเลือกตั้งที่จะต้องมีขึ้น ภารกิจชิ้นที่สามทางการเมืองถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว

กล่าวโดยสรุป ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถือเป็นวันตัดสินอนาคตรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยิ่งมีแนวโน้มมุ่งสู่การยุบสภาเร็ว เพื่อเปิดทางชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งของพรรคใหม่ที่กำลังปั้นกันอยู่ในขณะนี้ เข้าทำนองน้ำขึ้นให้รีบตัก