ส่องความท้าทายใหม่ และ 6 ปมเสี่ยงเศรษฐกิจ ในมุมมอง 2 นักธุรกิจ
หมายเหตุ – นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ บรรยายหัวข้อ “การปฏิรูปการศึกษาและความพร้อมของทุนมนุษย์สู่โลก 5.0” ในการประชุม Forum for World Education 2022 (FWE 2022) ที่สถาบันผู้นำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
กำพล อดิเรกสมบัติ
ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด

ประเมินภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้น จากปัจจัยดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นออกฤทธิ์ โดยมี 6 ประเด็น ดังนี้
1.อัตราเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้วในหลายประเทศ แต่ยังปรับตัวลดลงช้าและยังเกินเป้าหมายของธนาคารกลางหลัก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงช้า ทำให้การบริหารจัดการเรื่องเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นหลักที่ธนาคารกลางต้องทำนโยบายการเงินแบบตึงตัว
2.อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบช้าลง (slower rate hike) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 และจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย
โดยในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกธนาคารกลางหลักจะยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นเงินเฟ้อสูงเป็นหลัก และในช่วงครึ่งหลังจะเริ่มมาให้น้ำหนักการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในอัตรา 0.50% สู่ระดับ 4.50% ในการประชุมระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ และคาดว่าใน 3 การประชุมแรกของปี 2566 จะปรับขึ้นอีกครั้งละ 0.25% แล้วคงดอกเบี้ยที่ 5.25% ต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2566
สำหรับในส่วนของ ธปท.ในปี 2566 คาดว่าจะมีการขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.50% เป็น 1.75% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดก่อนเกิดโควิด สาเหตุที่ขยับขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่มากนักเนื่องจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในปี 2566 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น (โดยจากค่าเงิน US Dollar index ที่เริ่มชะลอการแข็งค่า ร่วมกับแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและการกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทปลายปี 2565 ที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปลายปี 2566 ที่ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ การเริ่มกลับมาเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในอัตราเดิม 0.46% จากที่เคยปรับลดลงเหลือ 0.23% ในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องส่งผ่านต้นทุนส่วนหนึ่งไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือนผ่านดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย
3.ผลจากอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยในระดับสูงทำให้เกิดภาวะการชะลอลงของเศรษฐกิจหลักอย่างมีนัยและพร้อมเพรียงกัน (Synchronized and serious slowdown) โดยเชื่อว่ายูโรโซนและอังกฤษ ยังเป็น 2 กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงสูง จากผลของสงครามรัสเซีย–ยูเครน และวิกฤตด้านพลังงาน ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงด้านนี้ต่ำกว่าจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและภาคครัวเรือนและธุรกิจที่มีการก่อหนี้ต่ำเมื่อเทียบกับการเกิดเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงครั้งก่อนๆ
4.การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการประท้วงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันให้ทางการจีนยกเลิกโควิดเป็นศูนย์ในปี 2566 แต่การเปิดเมืองเปิดประเทศน่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนและนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี
5.ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จากทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครน และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อไป
6.การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลกจะยิ่งเร็วขึ้น ตามกระแสภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความยั่งยืน (ESG) และนวัตกรรม (Digital innovation) โดยปัจจัยด้านความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง (resiliency) และด้านความมั่นคง (security) จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านประสิทธิภาพ (efficiency) มากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2566 เน้นการลงทุนแบบระมัดระวังและกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง จึงยังคงแนะนำถือเงินสดหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ 5-15% ของพอร์ตโฟลิโอ แนะสะสมพันธบัตร/หุ้นกู้ โดยทยอยเพิ่มระยะยาว แต่เน้นที่มีคุณภาพสูง ในภาวะเศรษฐกิจ
ดังกล่าวนักลงทุนควรเน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจากกระแสเงิน (Yield) มากกว่าผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (capital gain)
ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยังต้องระวังกับดักด้านมูลค่า (Valuation trap: P/E ) ต่ำจากราคาที่ปรับลง แต่กำไรในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลงเช่นกัน สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ แนะนำทยอยสะสมหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้และกำไรต่อเนื่องจากอานิสงส์การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงถดถอย แต่การเปิดเมืองของจีนและการลดกำลังการผลิตของโอเปคพลัส ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันโลก การปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบช้าลงของเฟด ส่งผลให้แรงกดดันค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในประเทศที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มกลับมาเกินดุล เช่น ไทย ทำให้การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีความจำเป็นมากขึ้น
ศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

ปัจุบันโลกเราเปลี่ยนเป็นโรงเรียนในตัวเองอยู่แล้ว เพราะเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ทำยังไงให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น และอยากจะมีความสุขมากขึ้น ต้องส่งมอบความสุขให้คนอื่นก่อน เป็นสิ่งที่เรียกว่าวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุด จะดำรงอยู่อย่างนี้ต่อไปตลอดชีวิต อย่างน้อย 80 ปี ของชีวิตคนคนหนึ่ง
ความท้าทายในอนาคตช่วงปี 2566-2568 คือ 1.ปัญหาทุนนิยม และความไม่เท่าเทียมของสิทธิมนุษยชน 2.การเปลี่ยนผ่านของดิจิทัลและพลังงาน 3.ความยั่งยืนและผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศ 4.ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อในระดับสูงและความมั่นคงทางอาหาร 5.การแบ่งขั้วอำนาจของโลกใหม่ 6.สุขภาพและโรคระบาด
นี่เป็นความท้าทายทั้งหมดที่เราต้องเจอ เป็นสิ่งที่เรียกว่ามากมายที่เราต้องเรียนรู้ เป็นทั้งภาระและโอกาส ขึ้นอยู่กับเราจะมองว่าเป็นอะไร ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือเอกชน ภาคการศึกษาเอง ก็ต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย
ส่วนของช่วง 5.0 อุตสาหกรรมได้มีการพัฒนา วิวัฒนาการมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ 1.0 การเริ่มทำฟาร์ม การเกษตร มาถึง 2.0 เป็นเรื่องของการทำโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จนมาถึง 3.0 เป็นการปฏิวัติทางด้านการเงิน การสร้างตลาดหุ้น ตลาดเงิน มีการสร้างความเติบโตและสร้างประสิทธิภาพในเรื่องของผลผลิตทั่วโลก ขณะที่การศึกษาเราอยู่ในช่วง 2.0 ยังคงสอนให้นักเรียน คนรุ่นใหม่หรือเยาวชนให้ออกมา ทำงานในโรงงาน แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่แรงงานมักถูกแทนด้วยเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ และเอไอ ทางอาจารย์หรือครูยังเป็นศูนย์กลางของความรู้ซึ่งตอนนี้ความรู้ถูกทอดทิ้งไปแล้ว ต้องให้เด็กเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
มุมมองภาคเอกชน อยากได้คนมาทำงาน ไม่อยากได้คนที่มารับคำสั่งอย่างเดียว อยากได้คนมีความสนใจในศักยภาพของตัวเอง กล้าที่จะถามคำถาม อยากทำงานวิจัยและค้นคว้า เพื่อความรู้ที่เพิ่มขึ้น คนที่อยากจะลงมือทำงาน พร้อมทำงานเป็นทีม และคนที่สามารถพูดคุยถกเถียงกันได้ด้วยการใช้เหตุผลและพร้อมที่จะปรับตัว พัฒนาตัวเอง นี่คือกระบวนการควรจะนำไปไว้ในระบบการศึกษา เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเห็น ระบบการศึกษามีการก้าวกระโดด เข้ากับโลกกำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัล ทุกอย่างให้ความสำคัญกับข้อมูล ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความจำเป็นและความสำคัญ มีค่ามากขึ้นยิ่งกว่าเงิน
ถ้าเราจะโตต่อไปในยุค 5.0 จะต้องเป็นเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว เพราะยังต้องแก้ปัญหา ความท้าทายใน 6 ประการที่ได้กล่าวมา ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดำเนินการ ต้องพัฒนาคน ทัศนคติของคน ภาคเอกชนถือเป็นสถาบันที่ช่วยพัฒนาคนเช่นกัน ถ้าภาคเอกชนจะเลือกแต่คนเก่งเข้ามาทำงาน ให้ทำงานเดิมๆ กลายเป็นว่าเอาคนที่เก่งมากลายให้เป็นคนธรรมดาไป หรือว่าถ้าเกิดคนนั้นกลายเป็นว่าติดอยู่กับงานที่ทำอยู่แล้ว ไม่อยากทำงานอื่น กลายเป็นว่าเราได้ตัวถ่วงหรือภาระ ฉะนั้น เครือซีพีต้องการให้คนเป็นเถ้าแก่ มองเห็นทุกแง่มุมของธุรกิจในองค์รวม วิธีการคือจะต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กรุ่นใหม่ เพราะจะเป็นคนสร้างโลกใหม่
ปัจจุบันมีเรียนออนไลน์ แต่สู้เรียนในห้องเรียนไม่ได้ แต่การเรียนออนไลน์ก็สำคัญ บางโรงเรียนมีทรัพยากรไม่เพียงพอ และการเรียนออนไลน์ยังช่วยได้ในหลายๆ ด้าน อย่างอุตสาหกรรมการค้าปลีก พอเจอดิจิทัลเข้าไป ก็ซวนเซไปมาก อย่างเซเว่นอีเลฟเว่น พอเจอ ดิสรัปชั่นเข้าไปต้องมีการปรับปรุงตัวเองอย่างยิ่ง ซึ่งเซเว่นฯอยู่มา 30 ปีแล้ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวอีคอมเมิร์ซกลับกลายเป็นว่าสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการขายหน้าร้าน ดังนั้น ก็เหมือนกันกับระบบการศึกษา เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ใช้ประโยชน์จากมันให้ถูกต้อง

