หน้าแรก การเมือง สหายแสง มั่นใ...

สหายแสง มั่นใจแจงได้ปมครองป่าดงพะทาย ยันต่างกับ คดี ปารีณา

3.12.22 | 17:29 น.

สหายแสง มั่นใจแจงได้ปมครองป่าดงพะทาย ยันต่างกับ คดี ปารีณา

สหายแสง ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร มั่นใจแจงได้ปมครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย เผยต้นเหตุปะทะคารมกับเสรีพิศุทธ์ วีรบุรุษนาแก ก่อนถูกฝ่ายการเมืองตรงข้ามนำประเด็นมาดิสเครดิต ยืนยันได้ที่ดินมาก่อนมีตำแหน่งทางการเมือง เชื่อชี้แจงได้ตามความเป็นจริง เคยปรึกษากรมที่ดินมาก่อนเข้าไปทำกิน เป็นที่รกร้าง อย่าเทียบกับคดีเอ๋ ปารีณา แตกต่างกัน ไม่หวั่นถูกเอาผิดกฎหมายจริยธรรม

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายศุภชัย โพธิ์สุ สหายแสง หรือครูแก้ว ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เปิดเผยว่า ขอย้อนทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ป่าดงพะทาย ในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ที่มีปัญหาตนถูกกล่าวหาว่าไม่มีสิทธิเข้าไปครอบครอง เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่พื้นที่ ส.ป.ก. ไม่ใช่ป่าสงวน หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ เดิมเมื่อปี 2519 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติได้เข้ามาจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรทำประโยชน์ พร้อมมอบหมายให้ จ.นครพนม และที่ดิน จ.นครพนม เข้าไปดูแล ต่อมา มีบางรายที่ไม่ทำตามเงื่อนไข ไม่ทำกินตามสิทธิ บางรายทำตามเงื่อนไข สามารถออกโฉนด นส.3 ได้แล้วบางส่วน

สำหรับพื้นที่ของตนเริ่มเข้าไปทำประโยชน์จากการเช่า ปลูกมันสำปะหลัง ทำไร่อ้อย จากชาวบ้านตั้งแต่ปี 2529 ในช่วงที่มีตำแหน่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และเป็นเกษตรกร มีการเช่าหลายร้อยไร่ทำการเกษตร ภายหลังชาวบ้านบางรายมีปัญหาทางการเงินจึงมาขอขายสิทธิให้ ตนรู้ว่าตามข้อกฎหมายไม่สามารถซื้อขายได้ แต่เพื่อความถูกต้องไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังจึงมีการเจรจาตกลงกับเกษตรกร ทั้งที่มีใบจับจอง รวมถึงมีการปล่อยให้บุคคลอื่นเข้ามาทำประโยชน์ และตกลงทำสัญญาว่าจะซื้อจะขาย และมีการจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อย

โดยตนมั่นใจว่าสามารถทำได้ เพราะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่ที่ดิน ส.ป.ก. หรือสาธารณะ ตามกฎหมาย ในฐานะเป็นคนไทย ในฐานะเป็นเกษตรกร จึงเข้าไปทำประโยชน์การเกษตร หลังตกลงซื้อขายใบจับจองกับชาวบ้าน มีเนื้อที่ประมาณกว่า 30 แปลง ประมาณ 200 ไร่ โดยมีการซื้อขายมาตั้งแต่ปี 2532-2533 ต่อมา ตนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในปี 2544 สมัยแรก ไม่ได้มีการนำไปชี้แจงบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.ตามกฎหมาย เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจว่าเป็นสิทธิในการครอบครอง จากนั้นในปี 2546 จึงมีการทำบ้านสวน ปลูกยางพาราในพื้นที่

จนกระทั่งในปี 2548 เป็น ส.ส.สมัยที่สอง สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้มี เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาให้ความรู้ ในการชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน จนกระทั่งมั่นใจว่าเป็นสิทธิที่ตนครอบครอง จึงได้นำไปยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยแนบสัญญาว่าจะซื้อจะขายกับชาวบ้านที่ขายสิทธิ และหลักฐานการเข้าไปทำประโยชน์ ป้องกันปัญหาผิดกฎหมายเกี่ยวกับการปกปิดชี้แจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

Advertisement

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า จนกระทั่งต่อมาในปี 2552-2553 ตนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ถูก ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับประเด็นครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย และยื่นให้ ป.ป.ช.มีการตรวจสอบ ผ่านมา 10 ปี ยังไม่มีการพิจารณา และระบุว่ามีความผิด ที่สำคัญประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นมาอีกรอบ หลังตนปะทะคารมในสภากับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จึงถูกนำมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เนื่องจากตนเชื่อว่ามีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำมาเป็นประเด็นเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง กล่าวหาว่าตนไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย พร้อมยื่นเอาผิดทางกฎหมายจริยธรรม

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า จากปี 2532 จนถึงปี 2562 ตนมารับตำแหน่ง ส.ส.สมัยแรกปี 2544 และปัจจุบันเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ก่อนนี้ที่มีการเข้าไปครอบครองทำกิน ไม่เคยใช้สิทธิและไม่มีตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ตนถือว่าใช้สิทธิคนไทย เป็นเกษตรกรคนหนึ่งเข้าไปทำประโยชน์ ตั้งแต่ก่อนเข้ามามีตำแหน่ง ส.ส.สมัยแรก ก่อนนี้เคยหารือกับที่ดิน จ.นครพนม เพื่อวางแนวทางในการดำเนินการขั้นตอนจำหน่ายคืนสภาพที่ดินดังกล่าว เพราะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า และเข้าไปดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดตามกฎหมาย แต่ยังรอขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์หรือพิพาทเอาที่ดินของชาวบ้าน

ตนได้มาครอบครองด้วยความบริสุทธิ์ ในเมื่อตนครอบครองทำประโยชน์มาจริง และมีการได้สิทธิมาจากชาวบ้านที่ยินยอม จึงมั่นใจว่าเป็นสิทธิของตนที่จะนำมาชี้แจงเป็นบัญชีทรัพย์สิน ไม่มีเจตนาปกปิด อย่าเอาตนไปเทียบกับอดีต ส.ส. เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เป็นการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. แต่ของตนเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่สามารถเข้าทำประโยชน์ได้ตามกฎหมาย ถือว่าแตกต่างกัน และทำประโยชน์มานานกว่า 20 ปีแล้ว มาถึงวันนี้ถึงแม้จะถูกพิจารณาความผิดตามกฎหมายจริยธรรม มั่นใจว่าตนสามารถชี้แจงได้ และไม่มีความผิดตามกฎหมาย และมีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว ตามความเป็นจริงไม่มีปรุงแต่ง จึงไม่มีความหนักใจแต่อย่างใด ยืนยันไม่ได้เข้าไปครอบครองบุกรุก หรือทำประโยชน์ในที่ดินรัฐ แต่เป็นที่ดินที่ตนสามารถเข้าไปทำประโยชน์ได้