หน้าแรก การเมือง ‘ชานันท์’ เชื...

‘ชานันท์’ เชื่อ ผู้หญิงไปม็อบมากกว่า เปิดที่มา ‘หลังบ้านคณะราษฎร’ ฉายบทบาทสตรี ที่ไม่ได้สู้แค่ชายเป็นใหญ่

3.12.22 | 17:46 น.

‘ชานันท์’ เปิดที่มาชื่อหนังสือ ‘หลังบ้านคณะราษฎร’ มองแนวโน้มผู้หญิงไปม็อบมากกว่าผู้ชาย เป็นนิมิตหมายที่ดี สร้างความหลากหลาย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่มติชนอคาเดมี ถนนเทศบาลนิมิตใต้ ซอย 12 ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร สำนักพิมพ์มติชน จัดงาน “สมานมิตรฯ Return เปิดโกดังหนังสือดี” วันนี้เป็นวันที่ 9 โดยจะมีไปจนถึง 4 ธันวาคม ตั้งแต่ เวลา 10.00 – 19.00 น.

บรรยากาศเวลา 14.00 น. มีกิจกรรม Book Winner Talk: หลังบ้านคณะราษฎร เบื้องหลังอภิวัฒน์สยาม โดย  ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้เขียนหนังสือหลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง ซึ่งได้รับเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 19 ชนะเลิศแนวสารคดี ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

ชานันท์ กล่าวถึงชื่อหนังสือว่า คำว่า ‘หลังบ้าน’ ตอนแรกที่หาเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคณะราษฎร การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ยังไม่เห็นคำว่าหลังบ้าน จะเห็นคำว่า ‘ฝ่ายในบ้าน’ มากกว่า ส่วนหลังบ้าน ตนเลือกใช้คำนี้เพราะอยากให้เห็นเรื่อง เรื่องหลังบ้าน เห็นเรื่องความไม่เสมอภาคทางเพศด้วย ซึ่งถ้าดูจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ก็มีในทศวรรษ 2530 ที่เริ่มมีคำว่าหลังบ้าน อยู่ในพจนานุกรม ซึ่งจะหมายถึงผู้หญิง หรือเมีย ผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในบ้าน ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“ในการเข้าหา เราจะมีคำว่า ‘เข้าหลังบ้าน’ คือการที่เราจะดีลงานกัน ดีลลับ เจรจาทางการเมือง ธุรกิจ ราชการต่างๆ ก็มักทำให้ง่ายขึ้นโดยผ่านภรรยา ผ่านคนในครอบครัวให้เขาไปคุยกันต่อ จึงนำคำนี้มาใช้ เพราะสะท้อนถึงว่า เวลาเราพูดถึงราชการมักจะพูดในภาพที่เป็นผู้ชาย และบทบาทของผู้หญิงเป็นคนที่คอยวิ่งเต้น เป็นที่คอยดีลให้อยู่หลังบ้าน กลายเป็นว่า ผู้หญิงจะมีบทบาท ในภาคการเมือง ภาครัฐ หรือบทบาทในราชการ กลายเป็นว่าต้องผ่านบทบาทของภรรยา ซึ่งต้องแต่งงาน มีสามีเป็นราชการก่อน ถึงจะได้มีบทบาททางนั้น” ชานันท์กล่าว

Advertisement

 

ชานันท์กล่าวอีกว่า ถ้าเราดูในหนังสือพิมพ์ หรือข่าวต่างๆ จะเห็นคำว่า ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง’ บ้าง ‘หลังบ้าน’ บ้าง มักใช้คำนี้เต็มไปหมดตั้งแต่สมัยไหนแล้ว และเราเพิ่งเห็นคำว่าหลังบ้านของผู้ชาย ในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เราจะเห็นว่าผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองสูงๆ มีบทบาทราชการสูงๆ จะเป็นผู้ชาย แต่เราจะไม่มีสุภาพบุรุษหมายเลขหนึ่งในประเทศเรา รวมถึงหลายๆ ประเทศด้วย สะท้อนถึงความแตกต่าง อาจมองว่าเป็นการแบ่งงานกันทำก็ได้ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันในระดับหนึ่ง

ต่อมา ผศ.อัครพงษ์ ถาม ชานันท์ว่า หากประเมินมรดกจากภรรยาของคณะราษฎร ซึ่งสร้างขึ้นมา และยังส่งผลต่อชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้าง

ชานันท์ระบุว่า 1. คือเรื่องคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาจากหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ ซึ่งท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นคนดำเนินการโครงการนี้ และนำไปสู่การขยายต่อ เป็นคณะสังคมสงเคราะห์ 2 .เรื่องสโมสรวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ที่มีบทบาทเรื่องสุขลักษณะ การมอบความรู้ กระจายไปทั่วไทย และหมดบทบาทลงเมื่อหลังรัฐประหาร พ.ศ.2500

“คำว่าสังคมสงเคราะห์ ไม่เหมือนระบบอุปถัมภ์ ที่เราเห็นว่าคุณหญิง คุณนายตีกระบังแล้วไปมอบถุงยังชีพ แต่ไม่รู้ข้างในมีอะไร ซึ่งสังคมสงเคราห์ในสมัยนั้นเป็นเรื่องคล้ายๆ สวัสดิการมากกว่า และมีเรื่องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการช่วยเหลือคนน้ำท่วม ไฟไหม้ด้วย รวมไปถึงการสร้างความรู้ การทำอย่างไรให้ชุมชนแต่ละพื้นที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง” ชานันท์กล่าว

เมื่อ ผศ.อัครพงษ์ ถาม ชานันท์ถึงขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคณะราษฎร ซึ่งปัจจุบันจะเห็นชื่อผู้นำประท้วงเป็นผู้หญิงเยอะ ไม่ใช่แค่ผู้ชาย เช่น น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ หรือ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง มองปรากฏการณ์ขบวนการต่อสู้ของผู้หญิงที่มาคู่กับผู้ชาย รวมถึง LGBTQ+ อย่างไร ?

ชานันท์กล่าวว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีเข้มข้นเหมือนกัน เขาต่อสู้ด้วยสิ่งพิมพ์นิตยสารสตรีในตอนนั้น ซึ่งเขียนเข้มข้นมาก เช่น เรื่องการศึกษา ความไม่เท่าเทียม และเรื่องการทำร้ายร่างกายก็มีการเขียน รวมถึงเรื่องการเรียกร้องของรัฐบาล ผู้หญิงไม่ได้สู้แค่เรื่องชายเป็นใหญ่ แต่สู้ว่า จะทำอย่างไรดีให้ราษฎรเป็นใหญ่ด้วย

ผศ.อัครพงษ์กล่าวเสริมว่า ปัญหาประชาธิปไตยไทยไม่ใช่แค่เรื่องผู้ชายผู้หญิงหรือ LGBTQ+ ตอนนี้สิ่งที่ผู้หญิงเรียกร้อง คือเรื่องความเสมอภาค และสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น สิทธิในการเข้าถึงงาน รวมถึงการต่อสู้ในปัจจุบันในเรื่องความไม่เสมอภาคในทางการเมือง รวมถึงการปฏิรูป ม.112 ตนคิดว่าผู้หญิงเข้ามีบทบาทสูง

 

ด้าน ชานันท์กล่าวต่อว่า ปี 2563 มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก และมีการนำคณะราษฎรกลับมาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าดีใจ เราจะเห็นว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศเราไม่เป็นประชาธิปไตยมากๆ จะมีการหวนกลับไปที่คณะราษฎรอีกครั้งหนึ่ง และช่วงระยะเวลาหนึ่งจะเห็นว่ามีความพยายามจะทำลายความทรงจำและมรดกคณะราษฎรเยอะมาก มีการอุ้มหายอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (อนุสาวรีย์ปราบกบฏ) เปลี่ยนชื่อห้องประชุมหน่วยงานของภาครัฐที่เคยเป็นชื่อของคณะราษฎร เป็นชื่อใครไม่รู้ และมีคนมือบอนเปลี่ยนชื่อสะพาน จากชื่อของคณะราษฎร เป็นกบฏบวรเดช รวมถึงการอุ้มหายหมุดราษฎรด้วย มีกระบวนการที่พยายามจะทำลายตรงนี้อยู่

“ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็พยายามจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมถึงคณะบุคคลที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยด้วย คือคณะราษฎร และในขณะเดียวกันเมื่อปี 2563 ไม่ได้พูดถึงเรื่องต่อสู้กับเผด็จการอย่างเดียว แต่พูดถึงปัญหาโครงสร้าง รวมถึงเรื่องเพศด้วย คนที่ขึ้นไปพูดบนเวที คนนำขบวน มีผู้หญิงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้ามองจากสถิติแล้ว มีแนวโน้มว่าจำนวนผู้หญิงที่ไปม็อบมากกว่าผู้ชาย ในม็อบแต่ละครั้งจะเห็นผู้หญิงมากกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีเรื่องของ LGBTQ+ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่คนมีความคิดความอ่านมากขึ้น เข้าใจถึงความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ประเด็นนี้หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี” ชานันท์กล่าว