สถานีคิดเลขที่ 12 : พลัง หรือ พัง

4.12.22 | 12:00 น.

การปรับคณะรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แม้จะแค่ 3 เก้าอี้ หรือว่าที่จริง 2 เก้าอี้ เท่านั้น เพราะ 1 เก้าอี้เป็นของประชาธิปัตย์ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง

ส่วน 2 เก้าอี้คือ นายธนกร วังบุญคงชนะ ที่ถูกส่งไปนั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุนทร ปานแสงทอง ที่ไปนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

แต่เพียง 2 เก้าอี้นั้น ก็สะท้อนภาพการเมืองใหญ่ ได้ตามสมควร

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ ระหว่างพรรคพี่ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับพรรคน้อง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

Advertisement

ที่ ณ นาทีนี้ เมื่อมองผ่านการปรับคณะรัฐมนตรี เราสัมผัสได้ถึงภาวะ “คนละครึ่ง” อย่างชัดเจน

นั่นคือ พี่กับน้อง ไม่ถึงขนาด “แตกหัก”

และก็ไม่ได้ ไปถึงขั้น “เราพรรคเดียวกัน” อย่างที่ พล.อ.ประวิตร พูด

ที่ว่าไม่ถึงขั้นแตกหัก ก็เพราะก่อนหน้าการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจใช้จังหวะนี้ จะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จด้วยการส่งคนของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีส่วนในการปลุกปั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าไปเป็นรัฐมนตรี คุมเกมจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง

แต่เอาเข้าจริง ก็ส่งเพียงนายธนกรเข้าไป ซึ่งมีภาพเป็นคนใกล้ชิดและไว้วางใจ ในแง่ “ส่วนตัว” พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่าจะเชื่อมโยงไปถึงขบวนขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างรวมไทยสร้างชาติ

ขณะเดียวกันก็ยอมโอนอ่อนผ่อนปรนไปตามเงื่อนไข พล.อ.ประวิตร ที่ไปรับปากกลุ่มปากน้ำ ว่าจะให้เก้าอี้รัฐมนตรี

ดังนั้น ชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะแยกไปสร้างฐานการเมืองใหม่แต่ก็ยังไม่ถึงสะบั้นเยื่อใยกับ      พล.อ.ประวิตร

ทำให้ พล.อ.ประวิตร ที่ดูเหมือนถูกทิ้ง หรือถูกน้องมาตกปลาในบ่อชิงคนจากพรรคพลังประชารัฐ รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย

อย่างน้อยที่สุด กลุ่มปากน้ำที่กุมเสียงอยู่ 5-6 เสียง ก็ถูกบุญคุณผูกมัดให้อยู่กับ พล.อ.ประวิตร หรือพรรคพลังประชารัฐ ต่อไป

จึงไม่รู้ว่า ที่ พล.อ.ประวิตรหลุดปากออกมาว่า พรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคเดียวกัน เป็นการหลุดหลังจากได้รับทราบล่วงหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงน้ำใจในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การที่กลุ่มปากน้ำได้นั่งรัฐมนตรี ก็ทำให้กระแส “แตกหัก” ระหว่าง 2 ป. ลดดีกรีลง

และทำให้มีการมองเกมล่วงหน้าไปว่า นี่เป็นยุทธวิธี “แยกกันเดิน รวมกันตี” ของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ    พล.อ.ประวิตร มากขึ้น

กระนั้นคงจะมองโลกสวย หรือรีบสรุปเกินไป ว่านี่คือ การ “รวมพลัง” ของ “รวม” ไทยสร้างชาติกับ “พลัง” ประชารัฐ คงไม่ได้

เพราะเส้นทางแห่งการช่วงชิงอำนาจ เพิ่งเริ่มต้น

ระยะทางยังเหลืออีกยาวไกล

รวมไทยสร้างชาติเองก็ยังไม่ชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปร่วมขนาดไหน และการเข้าร่วมนั้นจะส่งผลกระทบต่อพลังประชารัฐมากเพียงใด

รวมทั้งจะสร้างผลสะเทือนต่อความสัมพันธ์ ระหว่างพี่น้อง 2 ป.ขนาดไหน

ภาวะแห่งความไม่แน่นอนและพลิกผัน อาจจะทำให้ การ “รวมพลัง” กลายเป็นรวมกัน “พัง” ก็ได้

เพราะเอาเข้าจริง “การแยกกันเดิน” อาจจะทำให้ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อ่อนพลังลง ไม่อาจกวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้อยู่ในระดับเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลได้

พรรคร่วมรัฐบาลอื่น รวมถึงพรรคฝั่งฟากฝ่ายค้าน ก็คงไม่อยู่เฉยๆ หากแต่พร้อมจะช่วงชิงเพื่อกุมอำนาจอยู่ตลอดเวลา

พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อาจจะไม่ได้เป็นผู้กำหนดเกมเหมือนที่ผ่านมา

ภาวะเช่นนี้ จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องประคองสถานการณ์ไม่แตกหักกับ พล.อ.ประวิตร พร้อมๆ กับแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองไปด้วย

จึงโน้มเอียงไปทาง “รวมพลัง” กันไว้ก่อน ดีกว่าจะ “พัง”

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร