มีคำกล่าวที่เป็นความจริงแท้ระดับนับเป็นสัจธรรมคือย่อมเป็นเช่นนั้น ไม่เป็นอื่นอยู่คำหนึ่งคือ “หากอยากรู้จักตัวเองมากกว่าที่ตัวเองเคยรู้จักให้ลงเล่นการเมือง”
ความหมายคือ คนคนหนึ่งปกติเป็นที่รับรู้ว่าเป็นคนธรรมดาๆ มีความดี ความไม่ดีตามประสา ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างสบายอกสบายใจ
แต่เมื่อใดก็ตามที่คนคนนั้นลงสู่สนามการเมือง เข้าสู่การแข่งขันในเกมอำนาจ เรื่องราวชีวิตของคนคนนั้นจะถูกทำให้รับรู้อย่างพิสดารพันลึกขึ้นมาทันที
ยิ่งเข้าต่อสู้ช่วงชิงตำแหน่งที่มีความสำคัญมากในศูนย์กลางอำนาจเท่าไร ประวัติความเป็นมาของคนผู้นั้นจะได้รับการนำเสนอสู่สังคมทั่วไปแบบที่แม้แต่คนผู้นั้นเองลืมเลือนไปแล้ว หรือกระทั่งไม่เคยรับรู้ว่าชีวิตตัวเองมีเรื่องราวเช่นนั้นอยู่
ไม่ว่าจะเป็นในมุมของคุณงาม ความดีที่คนรักใคร่ หรือฝ่ายเดียวกันทบทวนความทรงจำ สรรมาเล่าเพื่อส่งเสริมให้เกิดภาพที่เรียกความนิยมชมชอบจากสาธารณะได้
และมุมที่มาจากการขุดคุ้ยของฝ่ายตรงกันข้ามที่ต้องการสร้างป้ายประวัติชีวิตของคนผู้นั้นให้ด่างพร้อย ตามประสาการเมืองที่การมุ่งทำลายยังเป็นวิธีการเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ถนัดหยิบมาเล่นควบคู่ไปกับการนำเสนอสิ่งดีงามของตัวเอง
สำหรับการเมืองไทยเกม “ด้อยค่าคู่แข่ง” ดูจะเป็นความถนัดของนักการเมืองไทยมากกว่า ที่จะสู้ด้วยการนำเสนอ “คุณสมบัติในทางสร้างสรรค์ของตัวเอง”
และ “เกมสร้างภาพลบให้คู่แข่ง” นี้เอง เป็นที่มาของคำ “หากอยากรู้จักตัวเองมากกว่าที่ตัวเองเคยรู้จักให้ลงสมัครเล่นการเมือง”
ทว่าความเป็นไปเช่นนี้เองก่อปัญหาให้กับการเมืองไทย เพราะทำให้ “คนมีความสามารถ” จำนวนมาก แม้อยากจะใช้ความรู้และศักยภาพที่ตัวเองมีมาช่วยเหลือประเทศชาติ แต่เมื่อคิดสะระตะตัดสินใจไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ด้วยไม่อยากเอาตัวเองมาเสี่ยงถูกขุดคุ้ย ป้ายสีให้ประวัติชีวิตเสื่อมเสีย
เป็นความเสียหายต่อโอกาสที่ดีของประเทศชาติ ที่จะได้คนมีความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมช่วยนำพาประเทศชาติไปในทางเจริญรุ่งเรืองอย่างน่าเสียดาย
ถึงวันนี้การเมืองไทยเข้าสู้โหมด “การเลือกตั้ง” เต็มตัวแล้ว ปี่กลองการหาเสียงประโคมกันคึกคักสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
ประเทศไทยเราอยู่ในภาวะที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ “คนมีความรู้ ความสามารถ” ต้องเสนอตัวอาสาออกมาทำงานการเมืองเพื่อกอบกู้วิฤตหลายเรื่องที่ประชาชนต้องเผชิญ
สังคมเรียกร้อง “มีศักยภาพในการบริหารจัดการ” เข้ามาร่วมช่วยเหลือประเทศชาติ
หลายคนที่เคยสร้างผลงานโดดเด่น เป็นที่รับรู้ในนามผู้นำประโยชน์มากมาย แต่หายหน้าไปจากวงการ เริ่มได้รับการเรียกหาให้ลงสนามการเมืองเพื่อเปิดโอกาสประเทศได้คนมีความสามารถมาทำงานให้
“ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้
อดีตเลขาธิการคนแรกของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้มีผลงานที่โดดเด่นการจัดการประมูลคลื่นความถี่ในย่านความถี่ที่สามารถนำมาใช้กับเทคโนโลยี 4G สร้างรายได้เข้ารัฐได้อย่างมหาศาล
คลื่นย่าน 1800 MHz 8 หมื่นล้านบาท, คลื่น 900 MHz อีกหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท, คลื่นย่าน 1800 MHz และคลื่น 900 MHz อีก 5 หมื่นล้านบาท, คลื่น 700 MHz ล่วงหน้าเพื่อกรุยทางเข้าสู่ยุค 5G อีก 5.6 หมื่นล้านบาท, คลื่น 5G อีก 4 ย่าน คือ 700 MHz, 1800 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz สร้างรายได้เกิดขึ้นประมาณ 100,521 ล้านบาท นำประเทศไทยเป็นประเทศที่ประมูล 5G สำเร็จประเทศแรกในกลุ่มอาเซียน
ยังมีผลงานออกกฎลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือเพื่อจัดระเบียบและสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคม
ช่วงที่ทำหน้าที่เลขาธิการ กสทช. “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ และได้รับการยอมรับนับถือสูงยิ่งในฐานะ “นักบริหารที่มีความสามารถสูง”
แต่หลังยุติบทบาทในตำแหน่ง กลับหายหน้าไปจากการมีส่วนร่วมช่วยเหลือในงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นเมื่อปี่กลองการเลือกตั้ง อันหมายถึงโอกาสที่ประชาชนจะได้คัดสรรคนดี มีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศ
ชื่อ “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” จึงเป็นผู้หนึ่ง.ผุดขึ้นมาในเสียงเรียกร้องให้กลับมามีบทบาทนำพาประเทศสู่ความหวังที่ดีงาม
การ์ตอง

