ชาญวิทย์ เปิดโฉม ‘ปีศาจ’ การเมืองไทย อดถามไม่ได้ ‘เราจะไปทางไหนกัน?’ ยันโลกเปลี่ยนแล้วอย่างสิ้นเชิง
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่มติชนอคาเดมี ถนนเทศบาลนิมิตใต้ ซอย 12 ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร สำนักพิมพ์มติชน จัดงาน “สมานมิตรฯ Return เปิดโกดังหนังสือดี” โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย ซึ่งจะมีการประกาศและมอบรางวัล “มติชนอวอร์ด” และการพบปะของนักเขียนในเครือมติชน
บรรยากาศเมื่อเวลา 18.30 น. ยังคงมีผู้เดินทางเข้าเลือกซื้อหนังสืออย่างคับคั่ง โดยบางส่วนตั้งใจเดินทางมาเพื่อฟัง Special Talk โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อำนาจ Hard Power กับ บารมี Soft Power สังคมและการเมืองไทยสมัยใหม่”
ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า การรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจในการปกครอง กับการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ๆ ในประเทศไทยของเราเป็นปรากฏการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นปกติธรรมดา เพราะเรามีมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่ประสบความสำเร็จถึง 13 ครั้ง ถ้านับจากการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎรที่ครบรอบ 90 ปีในปีนี้ กับจำนวนอีกไม่น้อยที่ล้มเหลวกลายเป็นกบฏ ถ้านับจาก “กบฏ ร.ศ.130” หรือปี พ.ศ.2454 (ตามปฏิทินเก่า) ก็ครบรอบ 111 ปีแล้วในปีนี้ นี่คือ long history of a hundred years ของการปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป อภิวัฒน์ และกบฏในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่การรัฐประหารสองครั้งหลังล่าสุดในปี 2549 กับปี 2557 และการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2560) นั้น ไม่สามารถนำประเทศไทยกลับไปสู่สถานการณ์ปกติธรรมดาได้แต่อย่างใด

“การรัฐประหารครั้งท้ายสุดปี 2557 หลังจากนั้นประเทศไทยเรามีทั้งการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผมในฐานะนักวิชาการ ในฐานะผู้ติดตามสังเกตการณ์ทางการเมืองของสังคมไทย อดไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถาม ถึงอนาคตทางการเมืองของไทยเราว่าจะเป็นอย่างไร เราจะไปทางไหนกัน เมืองไทยของเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลง กำลังมีสิ่งที่เรียกว่า Change ที่ทำให้เราต้องตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างประนีประนอมกัน อย่างเกี้ยเซี๊ยะกันและกัน
“หรือจะเกิดความรุนแรง เกิดการนองเลือด กลายเป็นกาลียุค ดังเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาหรือไม่ ในบรรยากาศของความเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ ผมเองมีทั้งความรู้สึกที่เป็นทั้งลบและเป็นทั้งบวกระคนกัน” ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าวต่อไปว่า ในแง่ที่เป็นลบนั้น ขอยกคำกล่าวของนักวิชาการหนุ่มรุ่นใหม่ชาวอิตาลีที่มีนามว่า Claudio Sopranzetti ซึ่งตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อปี 2561 ว่าเมื่อ 174 ปีมาแล้ว Karl Marx ปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซิสม์ เปิดประเด็นคำประกาศของเขาอย่างน่าสะพรึงกลัวว่า “A specter is haunting Europe-the specter of communism.” ปีศาจที่กำลังหลอกหลอนทวีปยุโรปอยู่ขณะนี้คือปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ 170 กว่าปีผ่านไป ปรากฏว่าทั้งลาวและเวียดนามกลายเป็นประเทศ (คอมมิวนิสต์) ที่เศรษฐกิจเจริญเติบโดอย่างรวดเร็วในระบบทุนนิยมของศตวรรษที่ 21 ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ได้ละทิ้งอุดมการณ์ของลัทธิเหมาเจ๋อตุงไปเสียแล้ว ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งดูน่าเกรงขาม น่าเกรง น่ากลัว ได้เลือนรางหายไป หาได้หลอก ได้หลอน ผู้คนอยู่ต่อไปไม่ แต่ในทวีปเอเชียมีปีศาจอีกตนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่แทน นั่นก็คือ “The Specter of Authoritarianism” หรือแปลเป็นไทยว่า “ปีศาจแห่งลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการ” ลมพายุของปีศาจแห่งลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการ (Authoritarianism) นี้ กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

“นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎีที่ว่าด้วย The End of History หรือทฤษฎีของ ‘การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย’ (Democratic Transition) ลมพายุดังกล่าวนี้ หาได้โหมกระหน่ำถล่มคนชนชั้นกลางไม่ ตรงกันข้ามกลับได้รับความสนับสนับจากชนชั้นกลางเสียเองด้วยซ้ำไป
“ลมพายุที่ว่ามานี้จะสูญหาย สลายตัวไปอย่างรวดเร็วก็หาไม่เช่นกัน แต่กลับจะดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น และจะกลายเป็นพลังที่นำรูปแบบของการปกครองที่ชื่นชมนิยมอุดมการณ์ของลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการที่จะแพร่หลายอยู่ในหมู่ชนชั้นกลาง ที่จะแปรพักตร์ และถึงกับแปลง ถึงกับเปลี่ยนความหมายของคำศัพท์ทางการเมืองการปกครองสำคัญ ๆ เช่น คำว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง คำว่าธรรมาภิบาล คำว่าหลักนิติธรรม คำว่าหลักนิติรัฐ พลิกหน้าพลิกหลังไปกลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง” ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า จากข้อสังเกตของ Sopranzetti ถ้ามองไปรอบๆ บ้านเรา ในอุษาคเนย์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในกรณีของพม่า ที่ภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2558 ดูเหมือนว่าพม่ากำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่แล้วความหวังนั้นก็มลายหายไป ทั้งนี้ เพราะกองทัพพม่าทำรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง และทำให้เกิดสงครามกลางเมือง ที่ชนชาติต่างๆ อันหลากหลาย รวมตัวกันสู้รบกับกองทัพพม่าอยู่ในทุกวันนี้

“ส่วนในกรณีของลาวและของเวียดนามที่มีระบอบปกครองแบบอัตตาธิปไตย และมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว กลับดูเหมือนจะพัฒนาไปได้เป็นอย่างดีด้วยซ้ำไป แต่ในกรณีของกัมพูชา แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคแข่งขันกัน แต่การเลือกตั้งก็เป็นเพียง ‘แต่งหน้าร้านให้สวยงาม’ เท่านั้นเอง สำหรับกรณีของมาเลเซีย ดูจะเป็นข้อยกเว้น เพราะกระแสลมประชาธิปไตยได้โชยมาให้ได้สัมผัสแล้วไกลออกไปอีก กรณีฟิลิปปินส์ดูจะอยู่ในสภาพที่น่าเศร้าใจยิ่ง แต่สำหรับอินโดนีเซียนั้น การกระจายอำนาจในระบอบประชาธิปไตยกำลังดำเนินไปอย่างน่าชื่นชม หันกลับมาดูเมืองไทยของเรา ดูเหมือนว่าปีศาจที่กำลังหลอกหลอนเราอยู่ขณะนี้ก็คือ ปีศาจแห่งลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการ (Authoritarianism) นั่นเอง” ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าว
จากนั้น ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าวใน “แง่บวก” ว่าประเด็นแรกในสายตาของโลกภายนอก ประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้ไม่อาจได้รับการประเมินคุณค่าและการให้เกียรติภูมิในเชิงบวก โดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ แรงๆ จากนักวิชาการนานาชาติรุ่นใหม่ๆ จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน จากวงการผู้สื่อข่าว (Reporters) ระดับสากลอีกต่อไป วันชื่นคืนสุขที่ผู้ปกครองและผู้กุมอำนาจรัฐไทยเคยได้รับนั้นได้หมดสิ้นไปแล้ว
ในประเด็นต่อมา เป็นเรื่องปรากฏการณ์ภายในประเทศที่นักศึกษา ปัญญาชน คหนุ่มคนสาว คนรุ่นใหม่ ซึ่งเคยสงบเงียบ ไม่สนใจเรื่องการบ้านการเมืองอย่างที่เป็นมาหลายๆ ปีนั้น ปรากฏว่าในขณะนี้คนรุ่น “เจน Z” ที่เกิดประมาณปี 2543 ทั้งบวกและลบ คือประชากรที่เกิดในทศวรรษ 1990s-2010s หรือระหว่างปี 2540 อันเป็นปีของวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” จนถึงช่วงวิกฤติพฤษภา 2553/2010 นั้นได้กลายเป็นเยาวชน เป็นคนหนุ่มคนสาว ที่มีความกล้าหาญ แข็งขัน และไม่เกรง ไม่กลัวอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากกลุ่มที่ขนานนามตนเองว่า “ทะลุ” เช่น ทะลุฟ้า ทะลุวัง ทะลุแก๊ส ฯลฯ ในขณะเดียวกัน ก็มีขบวนการนักศึกษากิจกรรม ผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นทั้งในกรุงเทพฯและในต่างจังหวัด ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ในเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุบล สงขลา และปัตตานี

“กลุ่ม หรือขบวนการประชาธิปไตยของนักศึกษากิจกรรม มีผู้นำเด่นๆ อย่าง ไผ่ ดาวดิน อย่าง เพนกวิน อย่าง รุ้ง ที่แม้จะโดนคดี กฎหมายมาตรา 112 ถูกฟ้องร้อง ถูกจับกุมคุมขัง ถูกล่ามโซ่ตรวน หรือไม่ก็ถูกขันห่วงไว้ที่ข้อเท้าก็ตาม แต่พวกเขาและเธอก็ผลัดเวียนกันเปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาเป็นลูกโซ่ยาวเหยียด ครั้งแล้วครั้งเล่า ควบคู่ไปกับบรรยากาศของโรคระบาดโควิด
“ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือปรากฏการณ์ใหม่ของคนหลากเพศสภาวะ ที่แม้ว่าสังคมไทยเราจะเคยคุ้นเคยกับกะเทยมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่กลุ่มที่ปรากฏตัวในลักษณะมีความคิดทางการเมืองอย่างชัดเจน ดังกลุ่มเช่น LGBTQ+ นี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ และสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับกลุ่มอำนาจเดิมเป็นอย่างยิ่ง งุนงงที่จะใช้มาตราจัดการ ที่เป็นทั้ง Hard หรือ Soft Power ได้อย่างไร” ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า นอกเหนือไปจาก Gen Z จาก LGBTQ+ แล้ว นวัตกรรมใหม่ในนามของสื่อสังคม หรือ Social Media ก็ได้กลายทั้งเครื่องมือ เป็นทั้งพลังสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ครับสิ่งที่อยู่ในมือถือของเรา ทำให้เราติดต่อกระจายความคิดกับเพื่อนร่วมชาติ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลก ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้จักพบเห็นกันแบบ “ตัวเป็นๆ”
“ผมกำลังพูดถึง Email, Facebook, Twitter, YouTube, Clubhouse, และ Line คนรุ่นก่อนหน้านี้คงยังไม่ลืมว่ายุคหนึ่งสมัยคนรุ่นเดือนตุลาที่เราเขียนข้อความลงในกระดาษแล้วใส่กระป๋องนม หย่อนลงจากตึก อมธ.เพื่อสื่อสารไปยังผู้ร่วมชุมนุม หรือไม่ก็คนรุ่นเดือนพฤษภาอำมหิต 2535 ก็คงนึกถึงนวัตกรรมโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดใหญ่โตเกือบเท่าแขนของเรา ที่ราคาแพงแสนแพง ครับโลกได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ณ วันนี้” ศ.ดร.ชาญวิทย์กล่าว

