ชี้ทิศทางประเทศไทย : เขาว่าเมืองไทยน่าอยู่ แต่เหรียญมี 2 ด้านครับ

5.12.22 | 11:05 น.

ทุกๆ ปลายปีเรามักจะเห็นผลการทำสำรวจเกี่ยวกับดัชนีด้านต่างๆ ที่บอกว่า ประเทศ หรือเมืองไหน ที่น่าอยู่ ดีต่อคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพสูง ฯลฯ ซึ่งก็มีหลายสำนักที่ทำสำรวจประเภทนี้ ประเทศไทยและกรุงเทพฯเองก็มักจะอยู่ในลิสต์ของประเทศหรือเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงด้วยเสมอๆ

อย่างนิตยสาร The Economist มีรายงานการทำสำรวจล่าสุดถึงเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก โดยเค้าบอกว่าปีนี้เป็นประวัติศาสตร์เพราะค่าครองชีพถีบตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าในอัตราสูงที่สุดเท่าที่เคยวัดมา อันเป็นผลมาจากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่ถีบขึ้นสูงอย่างหนักในยุโรปจากสงครามรัสเซียกับยูเครน หรือเรื่องของห่วงโซ่อุปทานภาคการขนส่ง การผลิตที่กระทบจากโควิดและการล็อกดาวน์ของจีนเอง 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสิงคโปร์ก็ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ด้วยตัวเลขดัชนีเต็ม 100 และเป็นขาประจำเมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว

อย่างกรุงเทพฯ เองมีดัชนีตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 60 ต้นๆ เกาะกลุ่มอยู่กับพนมเปญและโฮจิมินห์ ซึ่งถ้าดูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ถือว่าเป็นรองก็แค่สิงคโปร์แต่ก็ทิ้งห่างกันเยอะพอควร

ในขณะเดียวกันก็มีผลการสำรวจอีกอันที่สังคมออนไลน์ของชาวต่างชาติในต่างแดนที่มีชื่อว่า InterNations ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวต่างชาติกว่า 12,000 คนจากสมาชิกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก เพื่อให้ช่วยกันเรตประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในต่างประเทศของ Expat ทั่วโลก ปรากฏว่าส่วนกรุงเทพมหานครของเราเข้าวินมาอันดับที่ 6 ซึ่งจากการเรตติ้งดังกล่าวจะมีการให้คะแนนในแต่ละหัวข้อ อย่างกรณีกรุงเทพฯ เค้าบอกว่าจากชาวต่างชาติที่โดนสำรวจ 66% มีความสุขกับหน้าที่การงาน กว่า 69% มีความสุขกับค่าครองชีพ และกว่า 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสุขกับงานบริการทางด้านการแพทย์ที่มีคุณภาพในกรุงเทพฯของเรา

Advertisement

มองดูคร่าวๆ ก็จะเห็นว่าเราเองก็มีดีในสายตาของต่างชาติ และเชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ไม่ยาก ทั้งค่าครองชีพไม่แพงมากนักและต่างชาติก็ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความสุข อย่างไรก็ตาม เหรียญมี 2 ด้านครับ และผมอยากชี้เป้าให้เห็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากผลการสำรวจข้างต้น

ลองพิจารณาดูตัวเลข 82% ของ Expat บอกว่ามีความสุขกับงานบริการทางด้านการแพทย์ที่มีคุณภาพในกรุงเทพฯของเรา ฟังดูแล้วก็ปลื้มนะครับ แต่เชื่อได้เลยว่าเค้ากำลังพูดถึงบริการสาธารณสุขของภาคเอกชน ซึ่งผมเคยพูดมาหลายที่แล้วว่าโรงพยาบาลเอกชนของไทยเราไม่ค่อยมีใครมากำกับดูแลเรื่องโครงสร้างราคา และมีการผูกขาดโดยเจ้าของธุรกิจไม่กี่กลุ่ม ทำให้โรงพยาบาลเอกชนแพงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดแล้วมีแต่คนที่ร่ำรวยสามารถใช้ได้ คนชั้นกลางหรือระดับรากหญ้าแม้จะอยากใช้ ก็ไม่สามารถเพราะราคาสูงเกินไป เข้า ICU กันทีหนึ่งหมดกันหลายแสน ค่าส่งลูกเรียนสูงๆ จะหมดก็เพราะมีญาติพี่น้องป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลเอกชนนี่แหละ

จริงอยู่ที่ผลการสำรวจความพอใจอันนี้ทำกับกลุ่มต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าใจได้ เพราะน่าจะเป็นเมืองที่มีการกระจุกตัวของบรรดา Expat มากที่สุด แต่สำหรับผมแล้วนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ และความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในภาพรวมของประเทศ

แล้วจะทำอย่างไร ผมเองก็ยังไม่เชื่อว่าจะมียาเฉพาะทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้ชะงัดในทันทีทันใด แต่อย่างแรกผมบอกได้เลยว่าต้องมีกลไกการกำกับราคาค่ารักษาพยาบาลของสถานบริการภาคเอกชนมากกว่านี้ นโยบายป้องกันการผูกขาดทางการค้าต้องแข็งแรงและโปร่งใส อย่างที่สองผมคิดว่าต้องเป็นเรื่องของการยกระดับบริการสาธารณสุขส่วนกลางภาครัฐให้ดีขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการทำฐานข้อมูลสุขภาพประชาชนให้ดี เกิดการกระจายของข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว เชื่อว่าอย่างน้อยจะช่วยลดเวลาของการไปติดต่อทะเบียนผู้ป่วยกับหน่วยงานภาครัฐได้ไม่น้อย ลดระยะเวลาที่ต้องไปรอ ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่เวลาชนชั้นกลางและคนทำงานระดับรากหญ้าจะไปใช้บริการภาครัฐแต่ไม่สามารถไปรอคิว ลงทะเบียนเป็นครึ่งวันได้เพราะต้องทำงานหาเงิน

ไอเดียใหม่ๆ อย่างพวกประกันสังคมที่อาจออกแบบให้มีทางเลือกหลากหลายขึ้นเพื่อขยายความคุ้มครองหรือขยายการเข้าถึงให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกที่มากขึ้นก็น่าสนใจ หรือจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริการหมอทางไกลที่ต้องใช้ได้จริงและเชื่อมต่อกับการจัดส่งยาอย่างรวดเร็วผ่านระบบที่ถูกต้องและรวดเร็วก็เป็นไปได้ในโลกยุคนี้ใช่ไหม

อย่างที่บอกครับ เหรียญมี 2 ด้าน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองด้านไหน บางคนอาจจะเลือกมุมที่โลกสวย ดีใจกับผลสำรวจ แต่สำหรับผมเลือกมองในมุมของความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่อีกด้านครับ

#Thailand #ThisIsOurFuture

เศรษฐา ทวีสิน