ย้อนลีลา ‘มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์’ จากจุดยืนไม่เอาประยุทธ์ สู่มือศก. แบ๊กอัพบิ๊กป้อม
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ในวัย 70 ปี ยังคงเป็นหนึ่งในคนการเมืองที่สร้างแรงกระเพื่อม และเรียกความสนใจจากทั่วประเทศ เพราะเส้นทางการเมืองของเขานั้นยาวนาน และผ่านมาแล้วหลายตำแหน่ง หลายองค์กร และหลาย ‘พรรค’
มติชน ชวนย้อนเส้นทางทางการเมืองของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ทำความรู้จักอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่บทบาทการเป็นลูกพรรค ‘พลังประชารัฐ’ ภายใต้การนำของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
มิ่งขวัญ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จบปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง จากโรงเรียนวอร์ตัน มหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
พีอาร์มือทอง จับงานไหนก็ปัง
สู่ ‘ทีมเศรษฐกิจ’ คู่คิด ‘สมคิด’ ไทยรักไทย
เขาเริ่มต้นทำงานจากการเป็นพนักงานฝ่ายขายของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ก่อนเลื่อนตำแหน่งไปแผนกการตลาด โฆษณา สื่อสารองค์กร กระทั่งนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และยังเป็น เลขานุการมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ด้วย
กล่าวกันว่า มิ่งขวัญเป็นพนักงานคนเดียว ในบรรดาพนักงาน 70,000 คนของเครือโตโยต้าทั้งหมด ที่สามารถข้ามขั้น จากผู้จัดการฝ่าย ขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการทันที โดยมิได้เป็นไปตามจารีตการบริหารแบบญี่ปุ่น ที่เรียงตามลำดับอาวุโส และชั้นงาน
สั่งสมประสบการณ์ด้านธุรกิจ ก็ค่อยๆ เลื่อนเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง ในสมัยรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” มิ่งขวัญ เข้ามาช่วยงาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย โดยเป็นที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยว ผลงานการประชาสัมพันธ์งานอีเวนต์ในมือของนายมิ่งขวัญ ก็เช่น เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ เทศกาลตรุษจีนไชนาทาวน์เยาวราช และเทศกาลดนตรีพัทยา
นับว่าพิสูจน์มือได้เข้าตากรรมการ และด้วยความโดดเด่นนี้ จึงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) และปรับปรุงพัฒนาให้กลายเป็น “โมเดิร์นไนน์” เปลี่ยนโฉม อ.ส.ม.ท.จากองค์การภาครัฐ ไปเป็นบริษัทของรัฐ ภายใต้ชื่อ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)
รองนายกรัฐมนตรี
แห้ว (ว่าที่) แคนดิเดตนายกคนที่ 28
ต่อมา หลังรัฐประหาร 2549 มิ่งขวัญลาออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท พร้อมคณะกรรมการทั้งชุด และเข้าร่วม “พรรคพลังประชาชน” ซึ่งขณะนั้น “นายสมัคร สุนทรเวช” นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค
23 ธันวาคม ปี 2550 มิ่งขวัญได้รับเลือกเป็น ส.ส.ระบบสัดส่วน เขต 6 ของกรุงเทพมหานคร และต้นปี 2551 ภายหลังจากเลือกตั้ง 6 ก.พ. 2551 ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กลางปี 2551 (2 สิงหาคม) ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทว่านั่งเก้าอี้ได้เพียง 1 เดือนกว่าๆ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ในวันที่ 9 กันยายน 2551 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายสมัครขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี จึงส่งผลมาถึงคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงด้วย
และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยุบพรรรคพลังประชาชน เขาจึงย้ายมาสังกัด “พรรคเพื่อไทย” และเป็นผู้นำอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งครั้งนั้นมีการเสนอชื่อเขาเป็นนายกฯ แทนนายอภิสิทธิ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 หากการอภิปรายสามารถล้มรัฐบาลได้
โดยมิ่งขวัญกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ถ้าผมโชคดี ผมคงได้มีโอกาสสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี แข่งกับท่านนายกอภิสิทธิ์นะครับ”
ทว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดมา มิ่งขวัญ ซึ่งคาดหวังว่าจะได้รับการเสนอให้เป็นผู้นำพรรค แต่พรรคกลับเคาะ ตัว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวแท้ๆ ของนายทักษิณ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ส่วนตัวเขา กลับปรากฎอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับที่ 6 แม้จะได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. แต่ก็ไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในที่สุด มิ่งขวัญ จึงตัดสินใจลาออกจากพรรคในวันที่ 18 ธันวาคม 2556 เพื่อไปรักษาแผลใจ
โดยเว้นวรรคทางการเมืองไปนานถึง 6 ปี นับจากปี 2556
คัมแบ๊ก กับ เศรษฐกิจใหม่
#ลุงมิ่งโป๊ะแตก เกือบดับฝัน
ในศึกเลือกตั้งปี 2562 มิ่งขวัญกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้ง ในบทบาทของ “หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่” ที่เสนอชื่อนายมิ่งขวัญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียว สู้กับผู้ท้าชิงอีก 68 คนที่มาจากพรรคการเมืองอื่น
ระหว่างนั้น ชื่อของ “มิ่งขวัญ” ได้กลายเป็นเทรนด์ฮิตในโลกออนไลน์แบบถล่มทลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 เขาใช้จังหวะในเวทีปราศรัยประชันกับ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อยู่เสมอ
ตัวตนของมิ่งขวัญ จึงชัดขึ้นกลายเป็น “ลุงมิ่ง” ที่จับกระแส หวังครองใจคนรุ่นใหม่ จนมีซีนขึ้นมา
ภายใต้การมี “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เป็นพรีเซ็นเตอร์ในฐานะหัวหน้าพรรค ใช้การยืนหยัดใน “ประชาธิปไตย” เป็นจุดขาย ประกาศมั่น ยืนยันในการต่อต้านไม่ยอมให้เผด็จการสืบทอดอำนาจ ก็ครองใจคนรุ่นใหม่ได้ไม่น้อย
ทว่า ภายหลังเลือกตั้ง พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ถึง 6 คน แต่ต้องตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง จนเกิดแฮชแท็ก #ลุงมิ่งโป๊ะแตก และ #มิ่งขวัญ ทยานขึ้นเทรนด์ฮิต เพราะไม่ทำตามสัญญาหาเสียง ว่า จะไม่เข้าร่วมกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
โดยมีแหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเผยเป็นระยะๆ ว่า นายมิ่งขวัญ จะนำพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไปร่วมงานกับพปชร. เนื่องจาก “ลุงมิ่ง” สนิทสนมยิ่งนักกับ “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์
จนทำให้กระแสครองใจคนรุ่นใหม่ที่กราฟพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทบจะมอดลงไป
อย่างไรก็ตาม ในที่สุด 5 ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์จริง แต่ นายมิ่งขวัญ ยังยืนยันว่าจะไม่ไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐโดยเด็ดขาด จึงโดดเดี่ยวตัวเองมายืนอภิปรายอยู่ข้างฝ่ายค้านตลอดทุกครั้ง
กระทั่งในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบสุดท้าย นายมิ่งขวัญประกาศขอลาออกจากเป็น ส.ส.
ปิ๊งพรรคสลับขั้ว เปิดตัวบ่ายนี้
มิ่งขวัญ พลังประชารัฐ
หลังจากลาออกไม่นาน มีกระแสข่าวลือสะพัด ทั้งยังจับตาว่า “มิ่งขวัญ” จะเข้าร่วมกับพรรคใด ก่อนที่ “พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย” จะประกาศเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น “พรรคโอกาสไทย” พร้อมประกาศแต่งตั้งให้นายมิ่งขวัญ เป็นหัวหน้าพรรค แทนนายสุชิน เพียรทอง
โดย นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรครักษ์ผืนป่าฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่มีนายมิ่งขวัญเป็นผู้นำในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป
มีรายงานด้วยว่า หลังจากเปิดตัวพรรคโอกาสไทย นายมิ่งขวัญได้เงียบหายไป ก่อนจะมีรายงานเพิ่มเติมว่าช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายมิ่งขวัญได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคโอกาสไทยเพื่อมาร่วมงานกับพรรค พปชร. โดยจะมาดูแลด้านเศรษฐกิจที่พรรคไม่มีบุคคลที่โดดเด่น จะมาเป็นจุดขายด้านเศรษฐกิจ เตรียมสู้เลือกตั้งครั้งหน้า
และก่อนหน้านี้นายมิ่งขวัญยังเคยมีข่าวจะไปร่วมงานกับพรรคเศรษฐกิจไทยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา แต่สุดท้ายกลับแถลงข่าวประกาศตัวในนามพรรคโอกาสไทย และเปิดรับผู้มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร
ล่าสุด วานนี้ (5 ธันวาคม) แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคพลังประชารัฐ ได้คอนเฟิร์มกระแสข่าวลือว่า พลังประชารัฐ ทาบทามให้นายมิ่งขวัญ ร่วมงานโดยจะช่วยทีมเศรษฐกิจนั้น เป็นความจริง
โดย พรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งสื่อมวลชนถึงกำหนดการในการเปิดตัวนายมิ่งขวัญแล้ว โดยตามกำหนดการ จะมีการแถลงข่าว เปิดตัวในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 15.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ถ.รัชดาภิเษก พร้อมทั้งเปิดให้สื่อมวลชนซักถามถึงการตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐด้วย
เปิดตัวเคียงข้าง ประวิตร
ในวันที่ไม่มี ประยุทธ์
15.30 น. ถึงเวลา “เปิดตัว” มิ่งขวัญ พลังประชารัฐ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. ได้เดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง ทั้งยังนั่งเคียงข้างกันระหว่างแถลงข่าว
พี่ใหญ่ประวิตร สวมเสื้อพรรคต้อนรับ น้องมิ่ง เข้าสู่พรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวว่า ยินดี ยินดี ยินดีกับนายมิ่งขวัญ และยินดีกับตัวเองที่ได้นายมิ่งขวัญมาร่วมพรรค
มิ่งขวัญ เปิดใจถึง 2 เหตุผลที่ตัดสินใจร่วมพรรคพลังประชารัฐ ว่า 1.เขาเป็นเพียงส่วนที่จะเข้ามาเติมเต็มทีมเศรษฐกิจ ของพลังประชารัฐ เพราะที่มีอยู่ก็เก่งอยู่แล้ว 2.วันนี้ พปชร. ไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในพรรค เพราะความจริงประยุทธ์ก็ไม่เคยอยู่ ด้วยเป็นเพียงแคนดิเดตนายกฯ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่เขาอภิปราย เพราะทั่นเป็นนายกฯที่แก้ปัญหาประเทศไม่สำเร็จ
และหากถามว่า มิ่งขวัญ มีตำแหน่งใดใต้ร่มใหม่คันนี้
เขากล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ผมได้ปรึกษากับพล.อ.ประวิตร ซึ่ง พล.อ.ประวิตรบอกว่า ถ้ามิ่งขวัญจะออกดีเบต คุณก็ต้องมีตำแหน่งที่จะออกไปดีเบต ก็คือ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ดีเบต จึงเป็นประโยคสำคัญ โดยพล.อ.ประวิตรบอกว่าจะพิจารณาและนำเข้าวาระคณะกรรมการบริหารให้มิ่งขวัญเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ ของพปชร.” นายมิ่งขวัญ กล่าว ก่อนจะยกมือไหว้ พล.อ.ประวิตร พร้อมบอกว่า “ขอบคุณท่าน”
และกล่าวอีกว่า นี่คือสิ่งที่พล.อ.ประวิตรได้พูดกับตน ขอย้ำกับสื่อมวลชนว่าตนเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ โดย พล.อ.ประวิตรจะนำเข้าในที่ประชุมพรรคเพื่อที่ตนจะเป็นตัวแทนในการที่จะมาดูแลปากท้องประชาชน และด้านเศรษฐกิจ
ดูเหมือนว่าใต้ร่มเงา ‘พล.อ.ประวิตร’ พลังประชารัฐ ตำแหน่งแคนดิเดต “นายกฯ” ที่เกือบจะต้องพับเก็บ ของมิ่งขวัญ ได้กางออกอีกครั้ง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ‘มิ่งขวัญ’ เปิดใจซบพปชร. ยันบิ๊กตู่ไปแล้ว-บิ๊กป้อมให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทำส.ส.มึนตึ้บ
– พปชร.เปิดตัว ‘มิ่งขวัญ’ วันนี้ ‘บิ๊กป้อม ‘ดึงช่วยเสริมทีมเศรษฐกิจ
– ‘ดำรงค์ พิเดช’ รับ มิ่งขวัญไม่ได้บอกลา ไปซบ พปชร. ย้ำรู้จากเพื่อนนอกวงการ เข้าใจพรรคเล็กอยู่ยาก

