●…แม้วาระรัฐบาลซึ่งกำหนดโดยกฎหมาย จะเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทว่า “ปี่กลองหาเสียงเลือกตั้ง” ที่โหมแรงขึ้นจนไม่เหลือพื้นที่เรื่องราวอื่นให้น่าสนใจมากกว่า “ใครเป็นใครในสนามเลือก” เที่ยวนี้ชัดเจนว่า “ฟากอนุรักษนิยมจารีต” ปรับทัพ เปลี่ยนแกนนำ จาก “3 ป.” ที่รวบรวม “กลุ่มก๊วนผู้กว้างขวางในพื้นที่ และนักการเมืองอาชีพ” สู้ศึกครั้งที่แล้ว คราวนี้ปรับมาใช้ “กปปส.” ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็น “แก่นแกนชูโรง” มีพื้นที่เป้าหมาย 2 ฐานใหญ่ กทม.ให้ “ชั้นอีลีท” เป็นตัวขับเคลื่อน และ “ปักษ์ใต้” ใช้ “เครือข่ายนกหวีด” มาแสดงอิทธิฤทธิ์ โดยเชื่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะยังมีบารมีพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับ “เครือข่ายอำนาจผูกขาด” ไว้ได้ ขณะในฐานอื่น ที่เป็นเนื้อเป็นหนังอยู่บ้างก็แค่ กลุ่ม “มังกรน้ำเค็ม” ที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดมาเป็นผู้ถือธงนำ
●…การสร้าง “รวมไทยสร้างชาติ” รอบนี้ ถือว่ากระชับในเชิง “อุดมการณ์ความเชื่อ” ที่ชัดมากขึ้น เป็น “จารีตนิยม” ที่ไม่ต้องเกรงใจ “เครือข่ายบ้านใหญ่” เหมือนเมื่อครั้งร่วมสร้าง “พลังประชารัฐ” น่าสนใจอยู่ที่ข่าวที่ปล่อยออกมาว่า เป้าหมายอยู่ที่ “ส.ส. 70 เสียง” ด้วยความเชื่อมั่นว่าแค่นี้จะส่ง “ลุงตู่” กลับสู่เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ได้ นั่นหมายถึงมั่นใจว่า “กติกาและกลไก” ที่ดีไซน์จะแต่งตั้งไว้ จะปฏิบัติการแบบพร้อมถวายหัว ไม่ยอมให้ “การเมืองไทย” เหไปเป็นทางอื่น
●…กระนั้นก็ตาม ใช่ว่า “พลังประชารัฐ” ที่ “พี่ใหญ่-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” จะถูก “น้องตู่” ผู้ที่ให้การฟูมฟักมาแต่เล็กแต่น้อยทอดทิ้งแล้ว แล้วจะเอาแต่นั่งคร่ำครวญ ถึงวันนี้ชัดเจนว่า “พี่ป้อม” สู่หัวชนฝา การรวบรวม “ดาวเด่นในพื้นที่” ทำอย่างเอาจริงเอาจัง เสริมทีมงานเชิง “ยุทธศาสตร์หาเสียง” เข้ามาอีกหลายกลุ่ม ด้วยการแสดงให้เห็นความพร้อม “นำทัพ” ด้วยความองอาจไม่แพ้ใคร ล่าสุด “อันวาร์ สาและ” ดาวจรัสแสง “จากปัตตานี” เข้ามาจัดทีม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ พร้อมกับ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” รับเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น
●…สนามหนึ่งที่สะท้อนเกมเลือกตั้งหนหน้าได้น่าสนใจที่สุดคือ “ชลบุรี” ซึ่งวันนี้แน่นอนแล้วว่า “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” ไปเป็นแม่ทัพใหญ่ให้ “บิ๊กตู่” ขณะที่ “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” ซึ่งจำเป็นต้องรักษาฐาน มีแนวโน้มเลือกเข้าสังกัด “เพื่อไทย” เพื่อเติมความพร้อมในการต่อสู้ แต่อีกทีมหนึ่งแม้ยังไม่ลงตัว แต่ข่าวหลุดออกมาน่าติดตามไม่น้อย “ประมวล เอมเปีย” ซึ่งต้องยอมรับว่าทำพื้นที่ในสไตล์ “นักการเมืองใจดี พี่มีแต่ให้” มาสม่ำเสมอ จะเข้าเสริมทัพ “พลังประชารัฐ” ที่ “บิ๊กป้อม” พร้อมสนับสนุนการสร้างเครือข่ายเพื่อรักษาฐานอย่างเข้มข้น จะเป็นสนามที่สู้กันดุเดือดที่สุด และนั่นยังไม่นับ “ก้าวไกล” ที่เชื่อกันว่า “คนรุ่นใหญ่” และ “รุ่นแก่” ต้องการเห็นการเมืองที่มีความหวังกว่า จะยังให้การสนับสนุนเหนียวแน่น
●…ในหมู่ “นักวิชาการด้านการเมือง” นาทีนี้แทบทุกคน ฟันธงเป็นเสียงเดียว ว่ารัฐบาลหน้า จะเป็นความร่วมมือของ “พันธมิตรคู่ใหม่” คือ “เพื่อไทย” กับ “พลังประชารัฐ” จะประสานเสียงกันจัดตั้งรัฐบาล โดยเชื่อกันว่าการต่อรองกับ “ภูมิใจไทย” ไม่ใช่เรื่องยากเย็น และเป็นพรรคที่เล่นการเมืองแบบพร้อมยอมรับความเป็นจริงเสมอ ขอเพียงได้ “คุมกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานะ” อย่างอื่นไม่เป็นเงื่อนไข นักการเมืองที่โชกประสบการณ์ “เนวิน ชิดชอบ” ย่อมรู้จักจัดการทางเลือกที่ได้ประโยชน์สูงสุดเสมอ
●…สำหรับ “เพื่อไทย” เพื่อให้ทางเดินเป็นไปอย่างสะดวกมากกว่าจะวนลูปอยู่กับการต่อต้าน “ตระกูลชินวัตร” ที่แม้หาความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ขึ้นทุกที แต่ยังหนีไม่พ้นที่จะเป็นเรื่องให้จัดการอย่างยุ่งยากตลอด การหาช่องให้ “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ คือสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น สำเร็จหรือไม่ เป็นคำตอบเดียวกับคำถาม “ประเทศไทยจะก้าวข้ามเกมขัดแย้งทางการเมือง” ไปสู่ “การพัฒนาด้านอื่นๆ เสียทีได้หรือไม่”
●…ปักษ์ใต้ จะเป็นพื้นที่เดือดสุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า “ทุกพรรค” เฉพาะในปีของ “รัฐบาลปัจจุบัน” เทความหวังลงไป ไม่เพียง “รวมพลังประชาชาติไทย” ของเครือข่าย “เทพเทือก” หรือ “พลังประชารัฐ” ที่ทำงานในพื้นที่หนักมาก่อนหน้านั้น ยังมี “ภูมิใจไทย” ที่รวบรวม “ตัวเด่นคนดัง” มาไว้ในสังกัดเพียบ ประเด็นจึงอยู่ที่ “ประชาธิปัตย์” จะเดินเกมอย่างไรกับ “ฐานเสียงใหญ่ที่กำลังถูกช่วงชิง” ด้วยหากผิดพลาด ที่ตั้งเป้าหมายไว้ “50 เก้าอี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
ชโลทร







