ค่าแรงขั้นต่ำ-ป.ตรี 25,000 จุดชนวนท้าทายสู้ที่นโยบาย

8.12.22 | 09:28 น.

ค่าแรงขั้นต่ำ-ป.ตรี25,000 จุดชนวนท้าทายสู้ที่นโยบาย

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการ ภาคเอกชน เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองในเลือกตั้งครั้งหน้า

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรณีที่พรรคเพื่อไทย มีนโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนผู้ที่ศึกษาจบปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 25,000 บาท นโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาทต่อวัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ว่าจะทำให้ได้ภายในปี 2570 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยใช้ฐานอะไรในการคำนวณ แต่ถ้าหากคิดจากอัตราการปรับขึ้นค่าแรงปีละ 5% จากฐานค่าแรงในปัจจุบันนั้น มาคำนวณดูแล้วก็ได้แค่ 500 กว่าบาทเท่านั้น ไม่น่าจะถึง 600 บาท ส่วนเรื่องเงินเดือนผู้ที่จบการศึกษาปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ก็คงเป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายในการหาเสียงได้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะจะทำให้คนแห่ไปศึกษาระดับปริญญาตรีกันหมด

ขณะที่สถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ จะมีคนหันมาสนใจศึกษาน้อยลง ทั้งที่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มีความต้องการผู้ที่จบอาชีวศึกษาซึ่งตรงกับสายงานการผลิตเป็นจำนวนมาก เพราะทุกวันนี้นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ถามกันมามากว่ามีแรงงานป้อนให้เขามากน้อยเพียงใด หากมาแล้วพบว่ามีแต่ผู้ที่จบปริญญาตรีกันหมด ต้องมาจ่ายเงินเดือนที่สูงกว่า และไม่ได้คนที่ตรงกับสายการผลิต ใครจะอยากมาลงทุน โดยเฉพาะตอนนี้ จ.นครราชสีมา ได้เป็นหนึ่งในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ NEEC ซึ่งนักลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์เท่ากับ EEC ทำให้นักลงทุนมีความสนใจจะมาลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าไปตั้งเป้าไว้ว่าฐานเงินเดือนปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 25,000 บาท คนที่จบ ปวช., ปวส. ก็จะแห่ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีกันหมด เมื่อจบมาแล้วก็ต้องมาทำงานที่ได้ความรู้จาก ปวช., ปวส. เหมือนเดิม อีกทั้งค่าแรงปริญญาตรี 25,000 บาท ในปี 2570 ผมก็เห็นว่าสูงเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เกรงว่าจะทำให้นักลงทุนพากันหนีไปประเทศอื่นกันหมด

Advertisement

ซึ่งการที่พรรคการเมืองต่างๆ พากันคิดนโยบายหาเสียงแบบเว่อร์เกินไปเช่นนี้ แล้วเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วกลับทำไม่ได้จริง เป็นเพียงนโยบายขายฝัน เหมือนกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นรัฐบาลปัจจุบัน มองว่า กกต.ควรที่จะมีบทลงโทษอะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นช่องทางให้ประชาชนถูกนักการเมืองหลอกอย่างนี้เรื่อยไป อย่างน้อยก็ขอให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่มีการปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตของ GDP ประเทศ สามารถสะท้อนกลับมาที่ค่าแรงขั้นต่ำได้ ขณะเดียวกันถ้ามีนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีนโยบายเอื้อต่อการทำมาค้าขายดีขึ้น ทั้งการส่งออก และค้าขายในประเทศ การจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 บาท หรือปริญญาตรี เงินเดือนขั้นต่ำ 25,000 บาท นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่ห่วงอยู่แล้ว

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

ส่วนตัวสนับสนุนนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 600 บาท ปริญญาตรีเงินเดือน 25,000 บาท เพราะอัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่ค่าแรงคงที่มาหลายปีแล้ว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ที่กำลังมองหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพและครอบครัว ปัจจุบันปริญญาตรี เงินเดือน 15,000 บาท แต่ความเป็นจริงได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 9,000-10,000 บาท/เดือนเท่านั้น น้อยกว่าคุณวุฒิ ยกเว้นเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของรัฐ ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิและภารกิจ หากปรับเงินเดือนเป็น 25,000 บาท ต้องหารือและทำความเข้าใจกับนักลงทุน หรือผู้ประกอบการก่อนว่าพร้อมจ้างตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่พร้อมชดเชยแก่ผู้ประกอบการอย่างไร เพื่อเกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น และมั่นใจนักลงทุนที่อาจย้ายการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะค่าแรงถูก ได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า

ขณะเดียวกัน พท.ต้องคิดนโยบายที่ลดผลกระทบปรับค่าแรง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติและตะเข็บชายแดน ต้องได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกันหรือไม่ รวมทั้งโครงการรัฐสวัสดิการแก่ประชาชนอย่างไร อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ 600 บาท/เดือน เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท ที่ได้รับเพียงวันเดียว ดังนั้น นโยบายดังกล่าวยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ต้องคิดและวางแผนเป็นระบบแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ ไม่ใช่เสนอนโยบาย เพื่อเอาใจแรงงาน และคนรุ่นใหม่เท่านั้น

อีกด้านหนึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่าเศรษฐกิจประเทศเริ่มฟื้นตัว หลังโควิด-19 มากว่า 3 ปี ขณะที่ค่าครองชีพ ราคาสินค้าสูงขึ้นตามเศรษฐกิจโลก ดังนั้น เงินเดือน 15,000 บาท อาจไม่ตอบโจทย์มากนักสังเกตจากก๋วยเตี๋ยวชามละ 60-70 บาท ปรับขึ้น 20-30% ส่งผลให้ผู้จบใหม่หรือมนุษย์เงินเดือน อยู่ยากและลำบากมากขึ้น ดังนั้น นายทุน หรือผู้ประกอบการ ควรแบ่งปันผลกำไรให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเหมาะสม ตามความถนัด ชำนาญงาน และประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงจูงใจ และคุณภาพงานได้มาตรฐานสากลมากขึ้น

นโยบาย พท.ควรเพิ่มโอกาส ทางเลือกประกอบอาชีพมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะค่าแรงและเงินเดือนเท่านั้น โดยส่งเสริมผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ หาแหล่งทุนเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน โดยปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ต้องบอกว่า ถ้าเรายึดสภาพเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ฐานเงินเดือนก็ดี หรือค่าแรงขั้นต่ำก็ดี ควรจะเป็นอย่างนั้น โจทย์เพื่อไทยตั้งมาว่าควรจะมีเรตค่าแรงขั้นต่ำสตาร์ตที่เท่าไหร่ และค่าแรงขั้นต่ำของผู้ที่ทำงานรายวันทั่วไปเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและจากค่าครองชีพ เรทที่เราเห็นตัวเลขออกมานั้น ถือว่าเหมาะสม สอดคล้อง คำถามคือ จะมีความสามารถทำไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ในปี 2570 ซึ่งถือเป็นอีกโจทย์หนึ่ง

ถ้าจะทำ ‘ยากมาก’ ภาครัฐต้องช่วยอย่างมาก ถ้าพูดถึงการตกลงค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ก็ต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายตัวแทนลูกจ้าง และรัฐบาล ถ้าหากพรรคการเมืองที่กำหนดนโยบายหาเสียงไว้ว่าจะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรตนี้ให้ได้ แน่นอนว่า เมื่อเขาเป็นรัฐบาลก็จะต้องใช้กลไกของหน่วยงานภาครัฐเพื่อทำให้เกิดค่าแรงขั้นต่ำเช่นนั้น แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่นายจ้างเท่านั้นว่าจะพึงพอใจหรือไม่กับสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ไหวไหม

ตัวเลข 600 บาท ณ ปัจจุบันนี้ อัตราขั้นต่ำจากที่ผมหาข้อมูลมา ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 อยู่ในช่วง 328-354 บาท โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว 1 มกราคม 2560 อยู่ที่ 300-310 บาท/วัน ถ้าเราดูที่ตัวเลขในเดือนตุลาคม 2565 สูงสุดคือ 354 บาท เรตสูงสุด 1 ม.ค.2560 ในรอบ 5 ปีเพิ่มมาแค่ 44 บาท

ถ้าคาดการณ์แบบนี้ ต้องฟังต่อว่าพรรคเพื่อไทยที่เสนอนโยบายนี้มีเหตุผลคืออะไร แต่ถ้าเราดูจากสถิติและความเป็นไปของค่าแรงในประเทศไทย การขยับตัวเพิ่มขึ้นของช่วงค่าแรง หรือเพดานขั้นสูงสุดนั้น ค่อนข้างจะเพิ่มน้อยมาก

ถ้าสมมุติเราคิดว่าเพิ่ม 50 บาท เป็นตัวเลขกลมๆ ในปี 2570 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ปัจจุบันสูงสุด คือ 350 บาท เพิ่มอีก 50 เป็น 400 บาท ดังนั้นการจะปรับจาก 350 บาท ไปอยู่ที่ 600 บาทเลยจึงเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมากๆ

ซึ่งไม่ได้มองที่ศักยภาพของพรรคเพื่อไทยอย่างเดียว มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่ไม่สามารถมองเฉพาะศักยภาพของเพื่อไทยได้ ต้องมองมุมนายจ้าง หรือไตรภาคี ซึ่งเอกชนก็มีความหลากหลายมาก

อยู่ที่ความเป็นไปได้ของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วย ถ้าเพื่อไทยมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายกฯมาจากเพื่อไทย ก็ต้องทำตามนโยบายนี้ที่ได้หาเสียงเอาไว้ แน่นอนว่าย่อมกระเทือนถึงนายจ้างที่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำมากขึ้น จ่ายไปอีกเกือบเท่าตัวภายในเวลา 5 ปี ดังนั้น ต้นทุนในการให้บริการของอุตสาหกรรม-ธุรกิจก็จะต้องเพิ่มขึ้น มันจะมีความเกี่ยวพันกันไปหลากหลายภาคส่วนไม่เฉพาะนายจ้าง แต่ยังรวมถึงค่าครองชีพที่คนกำลังเริ่มพูดกันว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ก๋วยเตี๋ยว ต่อไปจะชามละเท่าไหร่’ เป็นต้น ต้องดูกลไกทางเศรษฐศาสตร์ด้วย

จึงคิดว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และหนักสำหรับทีมงานของพรรคเพื่อไทยถ้ามีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากตัวเลขลงมาอยู่ที่ 400 กว่าบาท หรือ 500 บาทซึ่งก็ยังยาก แต่ยังพอลุ้น

อัตราเงินเดือน ป.ตรี สตาร์ต 25,000 บาทนั้นมีความยากอยู่ เพราะมีหลายสาขาวิชา ที่ น.ศ.จบใหม่แปรผันไปตามอัตราการจ้างงาน และสาขาอาชีพ ซึ่งถ้าเป็นอาชีพที่เด็กจบใหม่สามารถทำกันได้สูง ส่วนใหญ่เป็นศาสตร์เฉพาะทาง เช่น โปรแกรมเมอร์ เจ้าหน้าที่การตลาด วิศวกรซอฟต์แวร์ แต่ถ้าเป็นงานบริการลูกค้า เจ้าหน้าที่เทคนิค พนักงานขายทั่วๆ ไป เงินเดือนสตาร์ตประมาณ 10,000-12,000 บาท

ถ้ามองในเชิงบวก ก็ตั้งไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นใจผมอยากให้ปรับตัวเลขดูมีความไม่ยากเกินไปนัก หนักใจแทนทีมงานเหมือนกัน

วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คิดว่า คนที่ออกความเห็นคัดค้านนโยบายพรรคเพื่อไทย แสดงว่าเป็นคนที่เอาใจ ‘เห็นอกเห็นใจนายทุนมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน’

ผิดหวังมากกับความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่กังวลแทนนายทุน แต่ขณะเดียวกัน เงินเดือน ค่าครองชีพของผู้คนทางสังคม แทบไม่พอใช้ อย่าลืมว่าปัญหาโควิด-19 ที่เข้ามาคุกคาม กระทบชีวิต และค่าครองชีพของคน 2 ปีกว่าๆ คนต้องออกเงินส่วนตัว ควักเนื้อเพื่อมารักษาพยาบาล เยียวยาตัวเอง ในภาวะที่รายได้ถูกจำกัดอย่างนี้เขาจะได้รับผลกระทบขนาดไหน ดังนั้น ค่าครองชีพ 300 บาทในปัจจุบัน ไม่สมเหตุสมผลตามที่ประชาชนควรจะได้รับ

ส่วนฐานเงินเดือนก็ไม่ตอบโจทย์ค่าครองชีพ ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบที่สุดคือ สังคมไทยเป็นสังคมครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ดังนั้น รายได้อื่นๆ ไม่สามารถพึ่งพา ช่วยเหลือ แบ่งปันกันอย่างสังคมวัฒนธรรมไทยแบบเดิมๆ ได้อีก แสดงว่าทั้งเงินเดือน ค่าครองชีพต่างๆ นั้น ไม่ตอบโจทย์ ไม่สมเหตุสมผล เท่ากับว่าวิสัยทัศน์ของคนที่สนับสนุนนายทุนไม่ให้เพิ่มเงินเดือน หรือปรับค่าครองชีพ แสดงว่าอยากให้คนไทยเป็นลูกจ้าง อยากให้คนอีกหลายล้านคนเป็นพนักงานเงินเดือน เป็นผู้ใช้แรงงานแบบนี้ตลอดไปหรือเปล่า เท่ากับว่านายทุน หรือผู้ประกอบการที่มีลักษณะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เชิงคัดค้าน แสดงว่าไม่ต้องการให้สังคมไทยเกิดการพัฒนา การลงทุน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต อย่าลืมว่าเราต้องการการรีสกิล เพิ่มทักษะ เพื่อให้ประชาชนมีค่าครองชีพสูงขึ้น เหมาะสมตามสาขาวิชาชีพ บางอาชีพเงินเดือนก็น้อยมาก อย่างข้าราชการ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งที่ทำงานอุทิศตน ภารกิจหนักหนาสาหัส แต่ค่าตอบแทน-เงินเดือน กลับต่ำกว่าความเป็นจริง

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือฝ่ายการเมืองควรจะหานโยบายมาสู้ ก่อนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่น เขาจะทำได้จริง-ไม่จริง สังคมไทยจะตามไปตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่คุณแพทองธารพูด ทำไม่ได้จริง จะมีคนตามตรวจสอบ มีคนวิพากษ์วิจารณ์ออกมาไม่หยุดแน่นอน ถ้าไม่สามารถทำตามที่โฆษณาหาเสียงได้ ซึ่งฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ควรจะหานโยบายมาหักล้าง มาสู้ แบบนี้ต่างหาก

ส่วนความกังวลที่ว่า การเพิ่มเงินเป็น 600 บาท/วัน จะกระทบกับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการเกษตรว่าจะหันไปใช้แรงงานข้ามชาติมากขึ้น ส่งผลให้คนไทยตกงานหรือไม่นั้น

ถึงบอกว่าเราต้องพัฒนาเรื่องทักษะแรงงานของคนไทยให้สูงกว่าการใช้แรงงานที่เป็นอยู่ การใช้สื่อเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยมากขึ้น เพราะบางเรื่องแรงงานต่างชาติไม่สามารถใช้ได้ เพียงแต่อย่าไปกังวล ขณะเดียวกันเมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่กังวลกำลังจะเกิดขึ้น ทำไมเราไม่หาทางรับมือ แก้ปัญหาซะ หลีกหนีไม่ได้ว่า ยังคงมีแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามาทำอาชีพที่คนไทยไม่ทำอีกต่อไป

ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าหลายคนเงินเดือนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 15,000 บาท บางคนจบ ป.ตรี เงินเดือน 12,000 บาท ไม่ได้ถึง 15,000 บท ก็มีเยอะไป โดยเฉพาะในบริษัทเอกชน เท่ากับว่าพวกนายทุนเขาก็กดฐานเงินเดือนอยู่แล้ว ต่อให้มีการประกาศให้ปรับเงินเดือน ให้ใช้เกณฑ์ 20,000-25,000 บาท ก็อยู่ในดุลพินิจของเขา มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมามากมายต่างๆ นานา กว่าจะไปถึงจุดตรงนั้น

จึงคิดว่าเป็นเกมบังคับ ที่ทำให้นโยบายการต่อสู้ทางด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและทุกพรรคการเมืองต้องตื่นตัว เป็นเกมเชิงบังคับให้ทุกคนต้องมาสู้ เพื่อให้ประชาชนเกิดการชั่งตวงว่า นโยบายของพรรคการเมืองใด มีแนวคิดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจน่าจับต้องและน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ตรงนี้ต่างหากที่ท้าทายความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง