หมายเหตุ – นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทศพิธราชธรรม นำทางราษฎร์-รัฐ” ในงานสัมมนา “THAILAND 2017 ภูมิทัศน์ใหม่เศรษฐกิจไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน
ทศพิธราชธรรม เป็นธรรมของชนชั้นผู้ปกครอง นอกจากพระมหากษัตริย์แล้ว ยังรวมถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด พ่อค้า ผู้ทำธุรกิจ และธรรมของประชาชนด้วย ทศพิธราชธรรมเป็นคุณธรรมที่ดีเป็นคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพียงแต่เป็นคุณธรรมอันล้ำเลิศสำหรับพระราชาเท่านั้น ทั้งนี้ ทศพิธราชธรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาล บรรษัทภิบาล
ซีเอสอาร์ การปฏิบัติการกฎระเบียบโดยเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังผลักดันและหยิบขึ้นมาพัฒนาอยู่ในขณะนี้
ทศ แปลว่า สิบ ส่วน พิธ แปลว่า ชนิดประเภทสิ่งต่างๆ จึงรวมว่า ธรรมสิบอย่าง สิบประการ ตามด้วยราชธรรม ราช แปลว่า ผู้ปกครอง ซึ่งเดิมแปลว่าผู้ที่ทำให้คนอื่นพอใจ ซึ่งคนที่ทำให้คนอื่นพอใจคือ กษัตริย์ ซึ่ง ข้าราชการ เสนาบดี พ่อค้าก็ต้องทำให้ประชาชนพอใจ การทำธุรกิจก็ต้องทำให้คนอื่นพอใจเช่นกัน ทศพิธราช
ธรรมคือ ธรรมสิบประการที่ทำให้คนอื่นพอใจ ซึ่งพระพุทธเจ้านำมาสอนจึงเกิดอิทธิพลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ว่าคนที่เป็นผู้ปกครองโดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ จะต้องมีทศพิธราชธรรม เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังว่าท่านจะต้องมี และท่านก็ต้องรู้ว่าคนเขาคาดหวังจากพระองค์ท่านเองและท่านต้องสัญญาและรักษาไว้ให้ได้ อย่างอื่นรักษาไม่ได้พออยู่ได้ รักษาทศพิธราชธรรมไม่ได้อยู่ไม่ได้ ซึ่งในอดีตสมัยอยุธยาเป็นสิ่งที่กษัตริย์องค์ต่อมาใช้จับผิดพระราชาองค์ก่อนหน้าและยึดอำนาจ ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนไม่ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม เมื่อหยิบขึ้นมาอ้างประชาชนจะเห็นด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้คงเอาดอกไม้ไปคล้องปากกระบอกปืน ทศพิธราชธรรมจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ
ทั้งนี้ การบรมราชาภิเษกของพระเจ้าแผ่นดินในอดีตจึงต้องปฏิญาณเรื่องทศพิธราชธรรมเสมอ ในอดีตเมื่อพระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระแท่นในพิธีบรมราชาภิเษก พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ที่เราเรียกว่าถวายราชสมบัติ รับราชสมบัติ ซึ่งเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์มีความหมายแทรกอยู่หลายอย่าง เช่น พระมหาพิชัยมงกุฎ ที่มีน้ำหนักมากสอนให้พระมหากษัตริย์ทราบว่าหลังจากนี้จะมีภาระปกครองประเทศหนักยิ่งกว่านี้มาก ธารพระกร (ไม้เท้า) คือต้องมีหลักยึดพระแสงขรรค์ชัยศรี (ดาบสองคม) คือ ตัดสินความด้วยความเที่ยงตรงดุจใช้พระขรรค์ตัด พระแส้จามรี คือต้องปัดเป่าความเดือดร้อนให้ประชาชน ฉลองพระบาทเชิงงอน (รองเท้า) เพื่อต้องการให้ทราบว่าพสกนิกรเหมือนรองพระบาท เมื่อสวมแล้วจะป้องกันหนามเสี้ยนตำ
ความปลอดภัยของพระราชาอยู่ที่ประชาชนเป็นฐานรองรับเสมือนหนึ่งรองพระบาท สิ่งที่เราพูดกันว่า จะขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป คือจะขอเป็นเหมือนฉลองพระบาทเชิงงอนไว้รองรับพระบรมเดชานุภาพ
อย่างไรก็ตาม ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งอยู่ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย มีพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ซึ่งคำว่าโดยธรรมคือธรรมทั้งปวง อย่าเหมาว่าธรรมนั้นจะหมายถึงทศพิธราชธรรมอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญคือการหลั่งทักษิโณทก ซึ่งหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกระบุว่า ทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งสัตยาธิษฐานว่า จะรักษาไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งทศพิธราชธรรมเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองก็ต้องทรงตั้งสัตยาธิษฐานเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นประชาชนไม่สบายใจ และถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่สำคัญ และจากเหตุการณ์ในรัชกาลที่ 5 มีสิ่งที่เข้าใจกันทั่วไปว่าทศพิธราชธรรมยังเป็นสิ่งที่กำกับพระราชอำนาจอีกด้วย
ดังนั้น ต่างประเทศที่ไม่รู้จักทศพิธราชธรรมจึงต้องมีกฎหมายหรือบุคคลที่ต้องเบรกพระราช
อำนาจ หรือจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง ซึ่งคตินิยมไทยนั้นสิ่งที่จะจำกัดอำนาจของผู้ปกครองตั้งแต่พระราชาลงมาจนกระทั่งถึงใครต่อใครคือ
ทศพิธราชธรรมซึ่งถือว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ไม่เว้นแม้กระทั่งในเรื่องรามเกียรติ์ที่ปรากฏข้อความที่เกี่ยวข้องในเรื่องด้วย เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยและต่อเนื่องไปในอนาคต
สำหรับทศพิธราชธรรม 10 ข้อประกอบด้วย 1.ทานคือการให้กับบุคคล 2.ศีล การประพฤติตน 3.บริจาคคือการให้กับคนทั่วไป 4.อาชวะ คือความซื่อสัตย์ 5.มัททวะ คือ ความสุภาพอ่อนโยน 6.ตยะ คือ ความเพียร 7.อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ 8.อวิหิงสา คือ การไม่ว่าร้าย 9.ขันติ คือความอดทน 10.อวิโรธนะ คือ การรักษากฎเกณฑ์กติกาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเอกชนและผู้ปกครองต้องมีเพื่อความน่าอยู่ของบ้านเมือง ในส่วนของประชาธิปไตยนั้นพระราชาทรงมีบทบาทที่จำกัด เป็นเรื่องของรัฐบาลและข้าราชการไปรับเอาภาระจากพระราชามา จึงเรียกว่า ราชการ ดังนั้น จึงต้องนำธรรมะของท่านมาด้วย
ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในเรื่องการมองเศรษฐกิจไปถึงปี 2560 พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ในระดับปฏิรูปหรือ Reform ปี 2560 ประเทศไทยจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ไม่นานเราจะเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนรัชกาล ซึ่งเราก็ทราบดีส่วนจะมีขึ้นเมื่อใดมาถึงเมื่อใด อยู่ในพระราชวินิจฉัย การเตรียมการมีได้ แต่การจะกำหนดเวลานั้นไม่สมควร การเปลี่ยนที่ตามมาคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และในนั้นใส่อะไรไว้มากพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ซึ่งอย่าถามว่าจะประกาศใช้เมื่อไร แต่ให้รู้ว่าเมื่อรัฐบาลถวายไปแล้วเป็นพระราชอำนาจ 90 วัน ดังนั้น จะประกาศเมื่อใดรัฐบาลไม่รู้ เป็นช่วงอยู่ในพระราชอำนาจ 90 วัน การเตรียมการจึงเตรียมได้ว่าทรงจะลงพระปรมาภิไธยเมื่อใด จะทำอย่างไร เตรียมได้ แต่จะกะเกณฑ์เวลาไม่ได้เพราะมีขั้นตอนเวลาอยู่
จากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามมาคือการต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้อะไรที่กำหนดไว้ว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 120-240 วัน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี ทั้งหมดจะเริ่มนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงได้เวลาฟรีในการร่างกฎหมายเตรียมไว้เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วจะสามารถประกาศสิ่งที่ร่างไว้ได้ทันที
ขั้นตอนต่อไปที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสาหัสคือการออกกฎหมายลูก 10 ฉบับ ไม่ว่าจะมีปัญหาขนาดไหนก็ต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งเชื่อว่าทำเสร็จแน่นอน สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ ต้องทำกฎหมายลูก 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 8 เดือนนั้น โดย 10 ฉบับนี้จะแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 4 ฉบับ กลุ่มที่ 2 จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งกลุ่มที่สองคือ 6 ฉบับคนไม่ได้สนใจทะเลาะกันเท่าใดนัก แต่อีก 4 ฉบับแรก ที่คนทะเลาะกันทุกวัน เพราะประกอบด้วย 1.กฎหมาย กกต. 2.กฎหมายพรรคการเมือง 3.กฎหมายว่าด้วยพิธีการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งที่จะมาถึงพิสดารจากเดิมที่เราเคยเลือกมาตั้งแต่เกิด 4.กฎหมายเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญเนื่องจาก หากกฎหมายทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้เมื่อใด ทันทีที่ประกาศใช้ฉบับใดฉบับหนึ่ง เป็นฉบับสุดท้ายไม่ต้องเรียงลำดับก็ได้ ต้องจัดการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 5 เดือนหลังจากนั้น หรือ 150 วัน จะเลือกใน 3-4 เดือนก็ได้ โดยให้อยู่ในช่วงเวลาที่นับจากกฎหมายลูกที่อยู่ใน 4 ฉบับเสร็จ อีก 6 ฉบับไม่เสร็จไม่เป็นไร นายกรัฐมนตรีจึงกำหนดเป็นโรดแมปได้ไม่ใช่เรื่องลมๆ แล้งๆ คือ เมื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ กรธ.จะทำกฎหมายลูก 10 ฉบับ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยเร่งทำ 4 ฉบับแรกก่อน เมื่อ กรธ.ร่างเสร็จต้องนำเข้าการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อทำให้เป็นกฎหมาย ทีนี้ถ้า สนช.ไม่แก้ก็เร็ว ถ้า สนช.แก้ก็ช้า โดย สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน แต่ถ้าไม่เสร็จก็ต้องยึดตาม กรธ.ทำมา กว่าจะถวาย กว่าจะประกาศใช้ ตรงนี้ไม่มีใครไปขีดเส้นว่าต้องลงพระปรมาภิไธยเมื่อใด เพราะอยู่ในพระราชอำนาจ
อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าหลังกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเสร็จจะจัดการเลือกตั้งภายใน 1 เดือนได้หรือไม่ คำตอบคือสามารถจัดได้ ซึ่งสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเคยจัดการเลือกตั้งภายใน 1 เดือนหลังจากยุบสภา แต่เกิดปัญหาขึ้น เพราะหากเลือกภายใน 1-2 เดือนนั้น อาจมีปัญหาเรื่องพรรคการเมือง เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเพิ่งออกมาได้ไม่นานนัก แปลว่ายังไม่เคยมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่เลย จะเหลือเพียงพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วถ้าไม่เกิดกรณีเซตซีโร่ แล้วจะเลือกตั้งภายใน 1-3 เดือนทันหรือไม่ เพราะกว่าจะหาเสียง หาสมาชิก จดทะเบียนก็ไม่ทั่วถึง หากเลือกเร็วจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน จึงต้องพิจารณาถึงความเป็นธรรม ซึ่งส่วนตัวมองว่าอาจจะเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนที่ 5
ทั้งนี้ เมื่อดูบริบทแล้วจึงคาดว่าจะเกิดการเลือกตั้งในปี 2560 ตามขั้นตอนที่วางไว้ แต่อย่าลืมกรุณาให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล เพราะมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาแทรกได้ วันนี้อาจยังมองไม่เห็นตัวแปร แต่วันหนึ่งที่เกิดขึ้นและสามารถปรับได้ก็จะยืนในปี 2560 แต่หากปรับไม่ได้ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด ผมยังยืนยันว่าจัดการเลือกตั้งในปี 2560 แต่อย่าไปไกลถึงขนาดมีรัฐบาลใหม่ในปี 2560 เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นสมัยก่อนจะให้เรียกประชุมสภาภายใน 1 เดือนแต่ฉบับใหม่ให้ประกาศผลภายใน 2 เดือน หาก กกต.ประกาศเดือนที่ 2 ก็จะล้ำออกไปอีก ซึ่งส่วนตัวคิดว่าจะใช้เวลาประกาศภายใน 2 เดือน เพราะอาจมีการเสนอใบเหลือง ใบแดง
อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอ บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกสมาชิกสองประเภท มีการถัวคะแนนมันก็จะเกิดกรณีแบบการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา การแพ้ชนะตัวแปรก็เปลี่ยน เพราะระบบการเลือกแบบสัดส่วนที่จะเอามาใช้ใหม่นั้น จะทำให้วิธีนับคะแนนต่างจากเดิมไม่ใช่ใครที่ได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ ใครที่ได้ไม่มากที่สุดก็อาจชนะได้ หลังจากนั้นก็เสด็จฯเปิดสภา และเลือกประธานสภาและเลือกนายกฯ ส่วนจะเดือนไหนก็สุดแต่การจัดการ สิ่งที่ต้องดูคือรัฐธรรมนูญใหม่ก็มีเนื้อหาขู่ ปราบโกงแค่นี้ก็แย่แล้ว อีกทั้งข้าราชการต้องเคร่งครัดปรับตัวมากขึ้น สิ่งที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ มีสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามมากมาย เช่น การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปีใน 6 ด้าน การออกกฎหมาย 30 ฉบับที่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน อีก 20 ฉบับไม่มีเวลากำหนด อีก 50 ที่เหลือคือการมีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการทันที

