หมายเหตุ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) โดยมีนายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และ ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ร่วมหารือแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า และขับเคลื่อนการส่งออกปี 2566 ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม
ขณะที่มีปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2566 จึงเรียกประชุม กรอ.พาณิชย์ ซึ่งภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อเตรียมพร้อมต่อการส่งออกปี 2566 ที่ต้องรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวและขยายตัวในอัตราที่ลดลง รวมถึงปัญหาคงค้างอื่นๆ
ประเด็นแรก สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ปี 2564 เศรษฐกิจโลกขยายตัว 6% ในปี 2565 นี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัว 3.2% และปี 2566 มีแนวโน้ม ขยายตัวเหลือ 2.7% ซึ่งปีหน้าเป็นการชะลอตัวชัดเจน
ประเด็นที่สอง ความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่จะมีผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางอาหารของโลก
ประเด็นที่สาม นโยบายซีโร่โควิดของรัฐบาลจีน ด้วยจีนเป็นคู่ค้าลำดับหนึ่งของไทย และเป็นตลาดส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองของไทย
ประเด็นที่สี่ อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทยังผันผวน ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตเพื่อส่งออกต่อไป
ทั้งหมดนี้ จะมีผลกระทบต่อการส่งของไทยในปี 2566 ดังนั้น จึงมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้การส่งออกปี 2566 “ทำให้ดีที่สุด” เท่าที่จะจับมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนของไทยเดินหน้าด้วยกัน โดยที่ประชุมวันนี้มีมติให้ตั้งวอร์รูม กรอ.พาณิชย์ ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ทั้งหมด เพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดปี 2566 รองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและปัญหายืดเยื้อที่ค้างคาจากปี 2564-2565
ในส่วนแผนการรุกตลาดส่งออกนั้น ที่ประชุมมีข้อสรุป ตั้งเป้าบุกตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกจากมาตรการปกติที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เป็นกรณีเฉพาะ เบื้องต้น บุก 3 ตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ ประกอบด้วยตลาดตะวันออกกลาง ตลาดเอเชียใต้ และตลาด CLMV โดย 3 ตลาดใหญ่นี้ในปี 2565 คาดมียอดการส่งออกรวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และปี 2566 จะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มอีก 300,000 ล้านบาท ลงในรายละเอียดเป้าหมาย 3 ตลาด ได้แก่
1.ตลาดตะวันออกกลาง มุ่ง 3 ประเทศตลาดใหญ่ คือ ซาอุดีอาระเบีย ยูเออีและกาตาร์ สินค้าเป้าหมายสำคัญ คือ อาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศและวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ตั้งเป้าปี 2566 เพิ่มตัวเลขส่งออกรวม 3 ประเทศนี้ ประมาณ 20% จาก 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 เป็น 10,300 ล้านเหรียญในปี 2566 หรือประมาณ 350,000 ล้านบาท
2.ตลาดเอเชียใต้ เน้น 3 ประเทศ คือ อินเดีย บังกลาเทศ และเนปาล ตั้งเป้าส่งออกปีหน้ารวม 3 ประเทศ ดังนั้น ตลาดเอเชียใต้ เป้าขยายตัวอีก 10% เพิ่มจากปีนี้มีมูลค่า 12,000 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มเป็น 13,200 ล้านเหรียญ ในปี 2566 หรือประมาณ 450,000 ล้านบาท สินค้าสำคัญ เช่นเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น
3.ตลาด CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ตั้งเป้าขยายตัว 10-15% จาก 28,000 ล้านเหรียญในปีนี้ เป็น 33,500 ล้านเหรียญในปีหน้า หรือประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท สินค้าเป้าหมายสำคัญ เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม พร้อมกับเร่งรัดการค้าชายแดน เช่น อาหาร ผลไม้ ผักและสินค้าอื่นเป็นต้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของวอร์รูมต่อไป ในการขับเคลื่อนการทำตลาดเพื่อเพิ่มยอดส่งออกจากส่งออกปกติที่ตั้งไว้ อีกทั้งให้วอร์รูมไปหารือและทำการประเมินตัวเลขการส่งออกปี 2566 ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไปด้วย เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายส่งออกปี 2566 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการชัดเจนต้นปีหน้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบให้มีการจัดคณะกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนไปเยือนประเทศเป้าหมายสำคัญ คือ
1.UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) จะเป็นประตูสำคัญอีกประตูหนึ่งนอกจากซาอุดีอาระเบีย ในการส่งออกสินค้าเจาะเข้ากลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
2.อินเดีย โดยเฉพาะรัฐคุชราต อย่างเมืองอาห์เมดาบัด เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของอินเดีย และมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
3.มณฑลยูนนาน ซึ่งไทยต้องเร่งรัดทำ มินิเอฟทีเอ (Mini FTA) เป็นที่ตั้งของด่านสำคัญของจีน คือ ด่านโม่ฮาน ขณะนี้รัฐบาลจีนเห็นชอบเปิดด่านได้แล้ว อาจมีปัญหาอุปสรรคในภาคปฏิบัติ ก็จะหาโอกาสเจรจาร่วมกับมณฑลอำนวยความสะดวกการส่งออกสินค้าไทยไปจีนผ่านมณฑลยูนนานให้คล่องตัวขึ้น
อีกประเด็นในที่ประชุมครั้งนี้ เสนอให้เพิ่มการเปิดเสรีการค้า นอกจากแผนงานเปิดเสรีการค้า (FTA) ที่กำลังเดินหน้า อย่างกำลังรอการทำ FTA กับอังกฤษ ควรจะทำ Mini FTA กับเมืองหรือเขตเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ เป็นการเร่งด่วนด้วย หรือ Mini FTA กับปากีสถาน อย่างเมืองลาฮอร์ ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของปากีสถาน และสุดท้ายกลุ่มอ่าวอาหรับ (JCC) ถ้ารอทำ FTA จะใช้เวลา ถ้าเราสามารถเจาะทำ Mini FTA ได้ก่อน จะช่วยตัวเลขการส่งออกได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ทำมินิเอฟทีเอแล้ว 7 แห่ง จะเพิ่มอีก 4 แห่ง
สำหรับตัวเลขเป้าหมายปี 2566 ต้องขอดูสถานการณ์ และการหารือพาณิชย์ ภาคเอกชน และข้อมูลทูตพาณิชย์ ทั่วโลกก่อน ในส่วนของภาคเอกชน ที่ได้คาดไว้ 2-3% นั้น ไม่ขอกล่าวในเวลานี้

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
สมาพันธ์ได้เข้าสังเกตุการณ์ในการประชุม กรอ.พาณิชย์ เป็นครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับที่มีการตั้งวอร์รูม เพื่อให้ระดับปฏิบัติการลงในรายละเอียดและหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งการประชุม กรอ.พาณิชย์ กว่าจะจัดประชุมใช้เวลานานและปีละ 2 ครั้ง กับเรื่องต่างๆ ถือว่าน้อยเกินไป ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีเรื่องคงค้าง 13 เรื่องที่มีการติดตาม แต่ก็พบว่าบางเรื่องเป็นหน่วยงานภายนอกกระทรวงพาณิชย์ดูแล อาจทำให้การแก้ปัญหาใช้เวลาและขั้นตอนมาก และเห็นด้วยที่จะเร่งทำมินิเอฟทีเอ เพราะบางกรอบจะเป็นการตกลงพร้อมกันทุกประเทศ จึงใช้เวลาในการเจรจาหรือมีผลบังคับใช้ได้จริง การปรับมาจับคู่ตรงและลงในพื้นที่ จะได้ประโยชน์ค่อนข้างดี เช่น ขนส่งระหว่างประเทศ ไปลาวหรือจีน ก็มีหลายกระทรวงดูแล หรือการไปเจรจาหรือส่งออกกับซาอุดีอาระเบีย ก็ต้องผ่านกระทรวงต่างประเทศ เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งหน้าสมาพันธ์เตรียม 2 ข้อเสนอต่อที่ประชุมเพื่อให้เกิดการเร่งรัดและเข้าถึงเอสเอ็มอีโดยตรง ได้แก่ การเพิ่มโอกาสทางการค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี โดยใช้ช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์กับประเทศผู้นำเข้า โดยรัฐเป็นผู้เจรจาและสนับสนุนการอบรม อุปกรณ์ ต้นทุนการเข้าใช้แพลตฟอร์มและลดต้นทุนขนส่งไปต่างประเทศ หากจะใช้วิธีการเดิมให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าหรือโรดโชว์ซึ่งเป็นต้นทุนสูงกว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะเข้าถึง การใช้อีคอมเมิร์ซ เป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ ที่จะทำให้สินค้าหรือบริการเอสเอ็มอีได้เป็นที่รู้จัก เข้าถึงตลาดส่งออกอย่างแท้จริง เป็นการช่วยเหลือและสร้างรายได้เอสเอ็มอี หลายแพลตฟอร์มของราชการ เช่น ไทยเทรดดอตคอม มักเป็นรายใหญ่และเป็นการเจรจาแบบบีทูบีหรือธุรกิจต่อธุรกิจ แต่แพลตฟอร์มที่
เอสเอ็มอีอยากได้คือ แพลตฟอร์มบีทูซี หรือธุรกิจส่งถึงผู้บริโภค หรือการเปิดพื้นที่พาวิลเลี่ยนในแพลตฟอร์มของต่างประเทศ อีกข้อเสนอคือ การเพิ่มช่องทางการค้าและส่งออกผ่านห้างค้าปลีกในไทยที่มีสาขาในต่างประเทศ โดยเปิดทางให้เอสเอ็มอีนำสินค้าไปวางจำหน่ายหรือเปิดพื้นที่เฉพาะให้
สำหรับเอสเอ็มอีการจะส่งออกได้ รัฐควรสนับสนุนการให้ความรู้ ข้อมูลกฎระเบียบ การประชาสัมพันธ์ และเครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายหรือมาตรการลดค่าใช้จ่าย

ชัยชาญ เจริญสุข
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
ภาคเอกชนเองก็กำลังทบทวนตัวเลขคาดการณ์ส่งออกปี 2566 รายอุตสาหกรรมและรายตลาดอีกครั้ง เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจนหรือคาดเดาได้ 4 เรื่องหลัก คือ ไม่รู้ว่าสงครามรัสเซีย–ยูเครน จะยืดเยื้อหรือคลี่คลายลงเมื่อใด ราคาน้ำมันราคาพลังงานยังผันผวนตอนนี้เริ่มลดลงแต่ไม่รู้ว่าปีหน้าราคาจะสูงหรือต่ำลงแค่ไหน อีกเรื่องคือค่าเงินบาทตอนนี้เริ่มแข็งค่าแต่ก็ยังสลับกับอ่อนค่า ตอนนี้ต่ำกว่า 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนหน้านี้หวั่นจะอ่อนค่าหลุด 37-38 บาท เรื่องสุดท้ายคืออาจมีเหตุการณ์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา อย่างตอนนี้จีนกับไต้หวันก็ลดแรงกดดันกันแล้ว หรือจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการเข้มการแพร่ระบาดของโควิด เป็นต้น
ส่วนการขยายตลาดส่งออกนั้น ที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ กับยังให้ความสำคัญต่อตลาดหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป จีน ซึ่งก็ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งการตั้งวอร์รูม กรอ.พาณิชย์ ก็เป็นข้อดีที่จะสามารถหารือและแก้ปัญหาได้ทันเวลา
สำหรับตัวเลขส่งออกปี 2566 สรท.ยังมองว่าจะขยายตัวได้ 2-3% ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) คาดการณ์ไว้ 1-2% และมองว่ากำลังซื้อและเศรษฐกิจโลกกว่าจะฟื้นตัวก็ครึ่งปีหลัง 2566 ทั้งนี้ ส่วนปี 2565 สรท.คาดการณ์การส่งออกรวมขยายตัว 7-8% หรือมีมูลค่า 290,000-293,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2566 มีมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวที่ 2-3% ปัจจัยบวก คือ จีนผ่อนคลายโควิด-19 สินค้าอาหาร สินค้าเกษตร สินค้าทั่วไปเริ่มขยายตัว

