ชี้ทิศทางประเทศไทย : สังคมสำหรับเราทุกคน (Inclusive Society) กับช่องว่างทางอายุ

12.12.22 | 11:05 น.

 เกือบทุกเวทีและบทสัมภาษณ์ที่ผมได้มีโอกาสแชร์ความเห็น ผมมักจะยกเรื่อง Inclusive Society หรือในที่นี้ขอเรียกว่าสังคมสำหรับเราทุกคนขึ้นมาพูดเสมอๆ ซึ่งประเด็นนี้ค่อนข้างกว้างมาก แต่โดยรวมแล้วความสำคัญของประเด็นอยู่ที่ว่าปัจเจกชนทุกคนพึงได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและการเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ อย่างเท่าเทียมแท้จริง โดยครอบคลุมบุคคลที่มีความแตกต่างในเรื่องของสภาพร่างกาย อายุ เพศวิถี ผู้เปราะบาง รวมไปถึงบุคคลชายขอบในสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนาต่างๆ

เรื่องของการสร้างสังคมไทยสำหรับกลุ่มคนที่มีความแตกต่างทางอายุ ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะตอนนี้ถือว่าคนรุ่นใหม่ๆ ดูเหมือนต้องการความหวัง ต้องการแรงบันดาลใจ มีความพร้อมที่จะเสี่ยงในการหาทางออกให้กับชีวิตตัวเองและสังคมที่เขาอยากเห็น ในขณะที่คนรุ่นก่อนหน้านี้เติบโตมากับวิธีคิดคนละแบบ คนในยุค baby boomer หรือ Gen X ผ่านการทำงาน เก็บเงิน สร้างฐานะมา ผ่านวิกฤต และอยู่ในช่วงอายุที่กำลังจะเกษียณ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอะไรที่สุดโต่ง อันจะทำให้ชีวิตบั้นปลายมีความวุ่นวายและต้องวิตกกังวล วิธีคิดจึงไม่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นความท้าทายของผู้นำคือทำอย่างไรที่จะสร้างระบบนิเวศของสังคมให้คนยุคใหม่มีความหวังและแรงบันดาลใจ แต่อย่าลืมว่าคนยุคเก่าก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ด้วยได้

การทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานคนละรุ่นอายุ ก็เป็นความท้าทาย คนรุ่นก่อนที่คุ้นชินกับการศึกษาที่ตีกรอบความคิด ถูกระบบสอนให้เชื่อฟัง สิ่งที่ปลูกฝังในสถานศึกษา เป็นไปได้ที่กรอบความคิดนั้นถูกส่งต่อมาใช้กับชีวิตประจำวันของเราเองอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น เราจึงคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ควรจะเชื่อฟัง สิ่งที่คนอายุเยอะกว่าหรือผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนสอน ในขณะที่สังคมยุคใหม่ เด็กและเยาวชนมีแรงผลักดันที่จะค้นหาความจริง สร้างคตินิยมและแรงบันดาลใจด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับกลุ่มพวกพ้อง การที่สังคมจะปิดหูปิดตาแล้วบอกว่าไม่สนใจความคิดของพวกเขาและเน้นย้ำว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนเขาสอนกันมามันถูกต้องแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ

ต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่าสังคมไทยในปัจจุบัน ความหวังและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ถูกลิดรอนและลดทอนความสำคัญจากผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไปเยอะ ดังนั้น การที่คนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิของพวกเขา ทวงคืนโอกาสและความหวังในการเติบโต ทำงาน ใช้ชีวิตในสังคมที่เสมอภาค เท่าเทียม และไม่ปิดกั้น จึงเข้าใจได้ แต่ก็จริงเช่นกันที่คนรุ่นใหม่อาจมีการแสดงออกที่รุนแรงไปบ้าง ก้าวล้ำเส้นไปบ้าง ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องมาช่วยรับฟังและวิเคราะห์ปัญหาที่สำคัญจริงๆ และช่วยสร้างความหวังในการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้พวกเขา แทนที่จะต่างฝ่ายต่างดึงดันต่อสู้กันในประเด็นซึ่งอาจขัดกับวิถีปฏิบัติและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเรา

อย่าติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งที่เกิดจากกรอบความคิดอันมาจากความต่างของวัยและคตินิยมที่ต่างกัน ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจที่เอื้อ และเหนี่ยวนำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถมองเห็นเป้าหมายร่วมของประเทศไปด้วยกัน

Advertisement

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการที่จะขับดันเศรษฐกิจ สร้างรายได้ สร้างงาน ทุกคนควรจะได้โอกาสจากตรงนี้เท่าเทียมกัน แต่ SME สตาร์ตอัพ ธุรกิจรายเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่ไม่สามารถถีบตัวขึ้นมาได้เพราะถูกเจ้าสัวรุ่นใหญ่กินรวบไม่แบ่งเค้กให้ธุรกิจเล็กๆ บ้าง ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่คุณจะรู้สึกอย่างไร พ...กีดกันทางการค้า เรื่องของการตรวจสอบธุรกิจว่ามีความสามารถในการแข่งขันเหนือตลาดจะทำอย่างไรให้ชัดเจน

หรือภาครัฐควรริเริ่มเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่จะมาช่วยลงทุนสนับสนุนในภาคเอกชนรายเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศเพิ่มเติมได้ไหม โดยเฉพาะธุรกิจด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมอันเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบกับทุกคนในสังคมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นลูกรุ่นหลาน คนรุ่นใหม่ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมลภาวะและวิกฤตทางธรรมชาติ เราจะช่วยเขาได้ยังไง

หรือเรื่องของภาษีที่ผมพูดไปหลายครั้ง ภาษีมั่งคั่ง ภาษีที่ดิน ภาษีการขายหุ้น ฯลฯ อันเป็นความมั่งคั่งของคนรุ่นก่อนที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ เราก็ต้องเก็บให้เหมาะสมเพื่อนำมาส่งต่อประโยชน์ให้กับสังคม ยกระดับชีวิตคนรุ่นหลังเขาด้วย

จะเห็นได้ว่านัยยะเรื่องพวกนี้ก็ส่งผลกระทบต่อความหวังและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่นะครับ เพราะคนรุ่นก่อนเคยได้โอกาสก่อนคนรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก็บโอกาสนั้นไว้กับตัวเราเอง จะหลับหูหลับตาพูดแต่เรื่องที่เราต้องการพูด จะได้ยินเฉพาะเรื่องที่เราต้องการได้ยินอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดความ inclusive เพราะคุณกำลังตั้งกำแพงไม่ให้คนอื่นเข้าถึงตัวคุณได้ และคุณเองก็เข้าถึงคนอื่นไม่ได้ 

เพราะคุณไม่สนใจสิ่งที่เขาสนใจ มันก็ไม่แฟร์และผมคิดว่าไม่ใช่แนวทางของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่สร้างสรรค์ ซึ่งอันนี้ต้องฝากไว้กับผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทุกคน ทั้งภาครัฐและเอกชนครับ

#Thailand #ThisIsOurFuture

เศรษฐา ทวีสิน