ผมชอบบรรยากาศของการถกเถียงเรื่องนโยบายขึ้นค่าแรงของพรรคเพื่อไทยเป็นพิเศษในช่วงนี้
ไม่เกี่ยวว่าผมเห็นด้วยกับนโยบายค่าแรงหรือไม่
แต่ชอบที่เห็นว่าเรื่องนี้ในช่วงแรกเหมือนจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง :
พรรคเพื่อไทยกับรัฐบาล ซึ่งไม่ได้มีผลงานในเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชัดเจนทั้งในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงโควิด
พรรคเพื่อไทยกับพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล พรรคการเมืองเกิดใหม่ และพรรคการเมืองฝ่ายเดียวกัน (ซึ่งค่อนข้างจะยังสงวนท่าทีอยู่บ้าง)
พรรคเพื่อไทยกับบรรดานายทุน นายจ้าง โดยเฉพาะจากตัวแทนองค์กรของนายทุนต่างๆ
และพรรคเพื่อไทยกับกองเชียร์ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งดูบางทีจะเดือดร้อนกับเรื่องการขึ้นค่าแรงมากกว่าตัวนายทุนและนายจ้างเองเสียอีก
ในวงนอกนั้นก็จะเห็นคำสัมภาษณ์ของนักวิชาการหลายคนที่เกิดให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจในหลายด้านที่เราไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน เช่น เรื่องของค่าแรงที่อยู่ได้จริงมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำเป็นต้น
การต่อสู้ในรอบแรกของเพื่อไทยนั้นเหมือนกับจะเป็นเรื่องที่เหมือนกับการเมืองทั่วๆ ไปในช่วงนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่นาน พร้อมกับการเปิดตัวว่าที่ผู้นำพรรคตัวจริงในการนำทัพเข้าสู่การเลือกตั้ง
นั่นคือทุกฝ่ายก็ออกมารุมเพื่อไทยเป็นปกติ เพราะเปิดตัวนโยบายนี้ได้ในจังหวะที่พรรคอื่นยังแย่งตัว ส.ส.กันเป็นหลัก เรื่องนโยบายต่างๆ ยังไม่ออกมา (เพื่อไทยเอาจริงๆ ก็ยังไม่ลงตัวทุกเขต แต่ก็พลิกประเด็นออกมาเล่นเกมคู่ขนานคือจุดพลุในเรื่องนโยบายไปด้วยเลย)
เรื่องที่เริ่มสนุกในรอบนี้คือเริ่มมีกระแสของการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายจ้างหลายรายที่ประกาศสนับสนุนนโยบายขึ้นค่าแรงของเพื่อไทย ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ โดยเฉพาะรายย่อยในต่างจังหวัดด้วย
นัยสำคัญของเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่า การหาเสียงด้วยนโยบายขึ้นค่าแรงในรอบนี้จึงเป็นการข้ามพ้นไปจากข้อกล่าวหาเดิมๆ ที่มองว่าการหาเสียงของเพื่อไทยเป็นเพียงการซื้อเสียงล่วงหน้า และเป็นประชานิยม เพราะมุ่งไปที่ตัวผู้ลงคะแนนเสียงโดยเฉพาะที่เป็นแรงงาน และคนเพิ่งจบมหาวิทยาลัย
มาสู่การถกเถียงถึงความเป็นไปได้ โดยฝั่งนายจ้างเองก็เสียงแตกแล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มนายจ้างที่อยู่กับรัฐในคณะกรรมการไตรภาคี
ประเด็นเรื่องนโยบายค่าแรงของเพื่อไทยจึงเปรียบเสมือนการ “คิก-ออฟ” กระแสการเลือกตั้งอย่างจริงๆ จังๆ ในการแข่งขันเชิงนโยบาย ที่ดูจะเป็นรูปธรรมมากกว่าการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทางการเมืองใหญ่ และการต่อสู้ในแง่ของการแข่งขันที่ตัวของว่าที่นายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรค
มิพักต้องกล่าวถึงกติกาการเลือกตั้งในรอบนี้ที่เป็นเรื่องของการกลับไปสู่ในเกมที่เพื่อไทยถนัด นั่นคือระบบบัตรสองใบ หารด้วยร้อยคะแนนของใบที่สอง คือนับทั้งประเทศเป็นหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง แล้วมีลำดับให้เรียงที่ร้อยเก้าอี้
นัยยะของระบบนี้ก็คือต้องการกระแสการเลือกตั้งพรรค ซึ่งทางเลือกสำคัญในอดีตนั้นอยู่ที่ตัวแปรทั้งในแง่ของตัวนักการเมืองหัวหน้าพรรคและรุ่นใหญ่ที่ลงบัญชีรายชื่อ
และเรื่องของนโยบาย แต่เหมือนการต่อสู้เชิงนโยบายจะเป็นการต่อสู้ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญมากกว่าเรื่องของตัวบุคคล ในแง่ของการที่ตัวบุคคลนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรค หมายถึงว่าการนำเอานโยบายมาหาเสียงด้วยส่งผลให้คะแนนของบัตรเลือกตั้งใบที่สองหรือบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นมักจะเกี่ยวพันกับการเลือกพรรค และการเลือกพรรคหมายถึงนโยบาย มากกว่าอุดมการณ์และตัวบุคคล (แม้ว่าจะสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นก็ตาม)
การเลือกตั้งด้วยบัตรสองใบหารร้อย (และไม่มีขั้นต่ำ) ในรอบนี้ ทำให้โอกาสที่พรรคการเมืองจะได้คะแนนนิยมเพิ่มไปอีกร้อยเก้าอี้ มากกว่าการสะท้อนคะแนนที่เชื่อว่าเป็นคะแนนตามสัดส่วนของคะแนนทั้งประเทศจากเสียงในพื้นที่เหมือนการเลือกตั้งเมื่อ 2562 ด้วยระบบใบเดียว และเป็นการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการเป็นระบบลูกผสมแบบที่เป็นอยู่
นอกเหนือจากข้อถกเถียงในการเมืองเรื่องนโยบายการขึ้นค่าแรงในเรื่องที่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อภิปรายกันไปแล้วในตอนแรกของบทความนี้ สิ่งที่ยังเป็นประเด็นที่น่าอภิปรายก็คือการขึ้นค่าแรงมันพอที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญอยู่ได้หรือไม่
ในการให้ความเห็นในส่วนนี้ ผมคิดว่าต้องระมัดระวังสักหน่อยเพราะตอนนี้กระแสของการวิจารณ์นโยบายดังกล่าวมักจะดูเหมือนกับว่าผู้วิจารณ์รู้ดีกว่าผู้เสนอนโยบายเสียเป็นส่วนมาก ทั้งที่ผู้วิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เสนออะไรออกมาก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่
1.สิ่งที่จะชวนคุยก็คงจะออกมาในทำนองที่ว่า การนำเสนอนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (และเงินเดือนเริ่มต้นของคนจบปริญญาตรี) ไม่ใช่เรื่องเดียวกับอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้พูดกัน (ซึ่งก็ยังหมายถึงว่าทั้งเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ก็อาจจะทำเรื่องเหล่านี้อยู่ก็อาจเป็นได้)
ยังไม่นับว่าแทนที่จะพูดเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน เราควรจะเริ่มจากการเปลี่ยนการนับหน่วยวันเป็นชั่วโมงจะได้รู้ว่าค่าแรงขั้นต่ำนั้นคิดเป็นนาทีแล้วถึงหนึ่งบาทหรือยังด้วยซ้ำ
2.การตั้งคำถามเพิ่มไปจากแรงงานขั้นต่ำสู่แรงงานที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งหมายรวมไปถึงการตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือสังคมไทยนั้นต้องการให้ “ครอบครัว” นั้นมีเศรษฐกิจอย่างไร เราสามารถมีครอบครัวที่คนเดียวหาเงินเพื่อดูแล อีกคนหนึ่ง (ไม่ว่าจะเพศใด) ที่ต้องทำงานบ้าน เพราะการทำงานบ้านนั้นมักเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง
การตั้งคำถามนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของครอบครัวในความหมายของลูกด้วยว่าถ้ามีลูกแล้วจะดูแลลูกได้กี่คน หนึ่งคนหรือสองคน
นวคิดเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า แนวคิดเรื่องแรงงานขั้นต่ำนั้นไม่เคยครอบคลุมในเรื่องนี้เลย เพราะหมกมุ่นกับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลเสียมากกว่า
3.การตั้งคำถามกับแนวคิดเรื่องครอบครัว ยังรวมไปถึงเรื่องของอนาคตของแรงงาน นั่นหมายถึงคนที่เกษียณ หรือคนสูงอายุ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ พวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างไร ทั้งในเรื่องรายได้และสวัสดิการ หากมองในเรื่องของรายได้แล้ว เบี้ยคนชรานั้นคือเรื่องที่ไม่เคยสมเหตุสมผลอะไรเอาเสียเลย
และแน่นอนว่าความสำเร็จในเรื่องนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรคนั้นน่าจะดูแลสุขภาพของแรงงานและคนสูงวัยไปได้แล้วจำนวนหนึ่ง และก็ต้องให้เครดิตกับพรรคและรัฐบาลอื่นด้วยที่ไม่ยกเลิกนโยบายไป
4.การตั้งคำถามกับ “รายได้/กำไรขั้นสูง” ของทุนใหญ่และนายจ้าง ซึ่งมักแปลผกผันกับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ของแรงงาน เรามักจะเห็นว่า รัฐบาลมักไม่สนใจเรื่องรายได้และกำไรของเอกชน ไล่เรียงไปตั้งแต่การประดิษฐ์คำพิสดารสำหรับการควบรวมกิจการ หรือการเปิดให้เอกชนรายใหญ่เปิดร้านได้ก่อนพ่อค้ารายย่อยในช่วงโควิด
ไม่นับว่ายังมีเรื่องของการพยายามพึ่งพาขอความช่วยเหลือจากทุนใหญ่ภายหลังจากไปจัดตั้งบริษัทประชารัฐสามัคคีมาหลายปี แทนที่จะส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมกลับทำให้รายย่อยต้องพึ่งรายใหญ่ในฐานะพี่เลี้ยง และรายใหญ่ก็กำไรเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย
5.สภาพการทำงานของแรงงาน ระบบการขูดรีด ระบบการสะสมทุน และการสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งมีความซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น เพราะมีงานหลายประเภท มีระบบเศรษฐกิจหลายภาคการผลิต ไม่เพียงแต่เรื่องของแรงงานภาคเกษตร แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของแรงงานเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ที่แม้ว่าอาจจะได้รายได้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ก็อยู่ในสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ เพราะไม่ได้สัมพันธ์ตรงกับนายจ้างเท่ากับตัวเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำกับชีวิตของพวกเขาแทบจะเรียกว่าทุกลมหายใจ และทำให้ความเสี่ยงของพวกเขามีมากขึ้น
6.สถานการณ์ของแรงงานต่างด้าวในสังคมไทย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่ก็มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เขาควรจะมีสถานะของความเป็นพลเมืองทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างไร มีกระบวนการอะไรที่เปิดกว้างเพียงพอสำหรับเขา และเข้าใจถึงคุณูปการของเขากับการเติบโตของสังคมเรา
7.การกระจายความมั่งคั่งของสังคม ระบบสวัสดิการแรงงาน และระบบสวัสดิการสังคม แค่ไหนจะพอ และจะสัมพันธ์กับการจ่ายภาษีอย่างไร ต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ที่จะเป็นอัตราที่เหมาะสม นอกจากนี้ ความหมายของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจคืออะไร
8.การมีนโยบายอุตสาหกรรมและนโยบายเศรษฐกิจหลังอุตสาหกรรม หมายถึงการพูดถึงเรื่องที่มากกว่าค่าจ้าง และสวัสดิการ มาสู่ตัวแบบและหนทางในการพัฒนาเพื่อไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม รวมทั้งสังคมหลังอุตสาหกรรมในอนาคต ประเทศเราจะยังเป็นประเทศรับจ้างผลิตของไปเรื่อยๆ หรือเป็นแค่ประเทศที่ให้เขาเช่าบ้านเช่าที่ปลูกโรงงานไปแบบนี้เรื่อยๆ หรือจะสร้างระบบการเปลี่ยนผ่านของสังคมเศรษฐกิจในบ้านในเมืองให้ได้
9.บทบาทของรัฐ ในความสัมพันธ์ระหว่าง ทุน นายทุน นายจ้าง กับแรงงาน จะทำยังไงให้รัฐนั้นมีบทบาทที่พ้นไปจากการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาสู่การมีหน้าที่ของตนเอง และสร้างระบบภาคีร่วมพัฒนา เช่น รัฐกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกับเอกชน และกำหนดทิศทางของสวัสดิการร่วมกับแรงงานได้ด้วย ไม่ทำตนเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคม
การเป็นรัฐทุนนิยม (Capitalist State) แตกต่างจากการที่เป็นคณะกรรมการของชนชั้นนายทุน หรือเป็นเพียงรัฐของนายทุนหรือกลุ่มทุน รัฐทุนนิยมไม่ใช่รัฐที่เป็นกลางในความหมายตั้งรับ แต่ต้องพาคู่ขัดแย้งสองฝ่ายก้าวต่อไปให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจด้วยความสามารถของรัฐในการร่วมกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับทิศทางสวัสดิการ เพื่อให้เกิดการประนีประนอมทางชนชั้น (class compromise) ซึ่งอาจจะดูเป็นจริงกว่าการพูดเรื่องทุนนิยมที่มีหัวใจซึ่งเหมือนจะโรแมนติกไปสักนิด (แม้ว่าอาจจะจับใจผู้คนในสังคมทุนนิยมก็ตาม)
10.รูปแบบ บทบาท และการรวมตัวต่อรองของแรงงานเอง ที่มากไปกว่าระบบสหภาพแรงงานในปัจจุบันจะออกมาเป็นแบบไหน เมื่อลองพิจารณาคู่ขนานไปกับเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน เช่น ขบวนการคนรุ่นใหม่
ยังมีข้อเสนอต่อจากที่ผมยกขึ้นมาอีกมากมายที่ท่านผู้อ่านอาจจะนำไปคิดต่อและเสนอไปยังรัฐบาล และพรรคการเมืองที่ท่านชื่นชอบเพื่อให้เกิดการแข่งขันในเรื่องการเมืองเชิงนโยบายในรอบหน้า และหวังว่าการเลือกตั้งในรอบหน้าน่าจะเป็นการเลือกตั้งที่สนุกและท้าทายสังคมไทยมากกว่าการเลือกตั้งในรอบที่แล้วอีกหลายเท่าตัวครับ

