อ่าน ‘เทคนิคการเมือง’ เกมชิงความได้เปรียบเลือกตั้ง

15.12.22 | 10:10 น.

อ่าน ‘เทคนิคการเมือง’ เกมชิงความได้เปรียบเลือกตั้ง

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการภาวะอึมครึมสถานการณ์การเมืองภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ครบวาระ 4 ปี หรือจะยุบสภา

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผมคิดว่านักการเมืองพยายามประกาศอนาคตตัวเอง ประกาศจุดยืนทางการเมืองและหาทิศทาง จนถึงว่าจะไปทำการเมืองพรรคใด หากช้าหรือมัวแต่รอท่าที รีรออะไรบางอย่าง แน่นอนว่าจะมีผลอย่างมากในการจัดวางตัวในการเลือกตั้ง ในกรณีที่นักการเมืองผู้นั้นประสงค์ที่จะสมัครเป็น ส.ส.เขต

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลอย่างมาก หากประสงค์อยากเป็นบัญชีรายชื่อ เพราะฉะนั้น ยิ่งเร็วเท่าไหร่โอกาสที่จะสร้างแต้มต่อหรืออำนาจต่อรองก็มีมากด้วยเท่านั้น

Advertisement

เราจะเห็นว่าการย้ายครั้งนี้จะย้ายเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่ารายบุคคล ซึ่งการย้ายเป็นกลุ่มเป็นก้อน แน่นอนว่าเป้าประสงค์นอกเหนือจากไปอยู่พรรคที่ตัวเองมีโอกาสจะกลับมาในสภา ฐานะนักการเมือง เป็น ส.ส.อีกครั้ง หรือได้กระแสความนิยมในพรรคการเมืองนั้นๆ ยังเป็นการขยายและชูนโยบายหาเสียงได้มากขึ้นด้วย ซึ่งนั่นเป็นเป้าประสงค์ที่อย่ามองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เนื่องจากขณะนี้ สภาจะครบวาระ เหลือประมาณ 3 เดือน เวลาไม่คอยท่าแล้ว เป็นเรื่องปกติที่จะต้องรีบตัดสินใจอนาคตตัวเองให้เร็วขึ้น

สำหรับทางออกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องรู้ตัว รู้สภาพความนิยมในขณะนี้ เพราะว่าการที่นักการเมืองย้ายพรรคหรือลาออกไป ชี้ให้เห็นแน่นอนว่า สภามีโอกาสล่มบ่อยมาก ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ชัดเจนว่าอนาคตทางการเมืองจะไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือจะยุติการไปต่อ แน่นอนว่าสถานการณ์นั้นบีบคั้น รบเร้าให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำอะไรบางอย่าง

แต่ในขณะเดียวกัน นักการเมืองหลายคนที่ประกาศไปอยู่พรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ หรือเพื่อไทยก็ตามนั้น มีความชัดเจนแล้ว นักการเมืองพร้อมที่จะจับขั้วกันเองโดยไม่พึ่งพาเครือข่ายกลุ่ม 3 ป.อีกต่อไปนั้น เท่ากับว่าการใช้สถานการณ์การย้ายพรรค หรือการปรากฏตัวในพรรคการเมืองต่างๆ ที่ตัวเองจะไปร่วมงานในอนาคต เป็นการสัญญาณกดดันไปในตัว

ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์คงต้อง “ชั่งน้ำหนักให้ดี” ว่าจะไปต่อทางการเมืองอย่างไร ในเมื่อนักการเมืองไม่ได้ไหลมาในพรรคที่จะดัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ไม่มีภาพตรงนั้น ซึ่งก็แน่นอนแล้วว่าหลายๆ พรรคพร้อมที่จะเตรียมรับมือต่อการเลือกตั้งในปีหน้าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว

สภาวะการเมืองตอนนี้ ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ล่าช้าที่จะนำไปสู่การยุบสภา หรือตัดสินใจเส้นทางอนาคตการเมืองที่จะไปต่อ ผมว่าจะมีผลอย่างมากต่อการจัดทีมหรือจัดบ้านหลังใหม่ อย่างรวมไทยสร้างชาติ ที่รอ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเท่านั้นเอง ยิ่งนานวันยิ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเทคนิค ธุรการ ในพรรครวมไทยสร้างชาติมีมาก ระหว่างกลุ่มที่ก่อตั้ง กับกลุ่มที่เข้ามาใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่ต้องการจะมีบทบาทหรืออำนาจนำ ในขณะเดียวกัน ปัญหาเทคนิคธุรการภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ หากลองสังเกต ณ ขณะนี้ยังไม่มีกลไกของผู้นำนโยบายที่จะชูหาเสียงในการเลือกตั้ง มีแต่เพียงเฝ้ารอ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามา

ในขณะเดียวกัน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 พลังประชารัฐเองมีทีมทำนโยบายเศรษฐกิจ มีทีมขุนพลทางด้านที่รองรับ สร้างองค์ประกอบความเป็นพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันมีมือประสานที่ขณะนั้นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แม้ยังไม่เป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็รู้ว่าเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการควบคุมหรือในการประสานงาน หรือทั้งงานหน้าฉากและงานใต้ฉาก ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เล่นการเมืองในลักษณะลอยตัวได้

แต่ใน ณ ขณะนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคที่รอให้ พล.อ.ประยุทธ์มาเปิดตัว ยังไม่มีกระบวนการหรือภาพลักษณะแบบนี้ ที่พลังประชารัฐเตรียมความพร้อมให้ พล.อ.ประยุทธ์เหมือนในปี 2562 เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะไปต่อ หรือทำอย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้ ซึ่งจะยิ่งเห็นว่านักการเมืองไม่ตัดสินใจที่จะไปร่วมงานพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะรวมไทยสร้างชาติ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเดิมอย่าง ภูมิใจไทย หรือในขณะเดียวกันอาจไปอยู่อีกขั้วหนึ่งอย่าง พรรคเพื่อไทยไปเลย

ทั้งนี้ ผมคิดว่านักการเมืองในขณะนี้ ลงพื้นที่ แล้วก็พยายามจะลดความสับสนว่าอนาคตทางการเมืองของแต่ละคน ที่จะอยู่พรรคเดิมหรือย้ายพรรค จะมีความชัดเจนมากขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

ขณะเดียวกันนี้ แต่ละพรรคการเมืองต้องเร่งคลอดนโยบายหาเสียง ไม่ใช่เฉพาะประเด็นด้านเศรษฐกิจ ยังมีประเด็นด้านอื่นๆ มากมายที่ท้าทายต่อฉากทัศน์ของการเมืองเศรษฐกิจสังคมในปี 2566 นี้ ผมคิดว่าตอนนี้ ยิ่งออกแคมเปญรณรงค์หาเสียงเร็ว ย่อมชิงความได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น เป็นการดีด้วยซ้ำที่สามารถสร้างทางเลือกให้ประชาชนได้เห็นการแข่งขันเชิงนโยบาย และความพร้อมของนักการเมืองที่จะไปทำงานในปี 2566

ส่วนนโยบายที่มีความโดดเด่นในขณะนี้ ผมคิดว่าในเบื้องต้น คือพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล ที่พยายามเล่นกับกระแสในการพยายามฟื้นฟูเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่ว่าจะทำได้จริง หรือไม่ได้จริง แต่ก็เป็นประเด็นแหลมคมที่คนไทยมองว่าเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นฝืดเคือง จึงอาสาเป็นทางเลือก เป็นตัวเลือกใหม่ให้ประชาชนไว้พิจารณา

ในขณะเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อย่างภูมิใจไทย ก็พยายามเสนอนโยบายหลายอย่าง เช่น ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน เป็นประเด็นที่พยายามเจาะฐานการเมืองในระดับท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผมมองในลักษณะที่ว่า เป็นการใช้นโยบายนำหน้า มากกว่าชูปัจเจกนิยม

และคิดว่า การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะที่ทุกคนเอาเรื่องนโยบายมาพิจารณา มากกว่าเรื่องกระแสนิยมของปัจเจกบุคคล บารมีผู้นำพรรคเหมือนการเมืองในอดีต ซึ่งจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่ความนิยมในการชูนโยบายหาเสียงแข่งกัน จะกลายเป็นที่ยอมรับและเป็นการพิสูจน์ถึงศักยภาพของพรรคการเมืองนั้น ว่ามีความพร้อมที่จะอาสามาเป็นรัฐบาลในอนาคตได้

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ความจริงต้องบอกว่า เป็นเรื่องปกติในช่วงท้ายวาระของสภาผู้แทนราษฎร ที่เราจะเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าสภาล่มก็ดี หรือ เรื่องที่ ส.ส.สนใจการลงพื้นที่มากกว่าการทำงานในสภาก็ดี กระทั่งรัฐบาลเอง ทั้งฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีหลายคน ก็อาจจะสนใจการลงพื้นที่กับพรรค หรือลงพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของตัวเองมากกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติช่วงท้ายวาระ เพียงแต่ในครั้งนี้เราอาจจะเห็นปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างจะเยอะและเข้มข้นขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัย 2 อย่างคือ

1.กติกาของการเลือกตั้ง เปลี่ยนไปสู่ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบคู่ขนาน ซึ่งจะทำให้พรรคใหญ่ ได้เปรียบมากกว่าพรรคขนาดเล็ก โดยเฉพาะพรรคขนาดจิ๋วที่มี 1 ที่นั่ง ก็ต้องเตรียมย้ายพรรคเพื่อเป็นทางรอดของตัวเอง 2.คือภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ประการแรกเพราะมีพรรคการเมืองตั้งใหม่ เกิดขึ้นมากมาย มีบุคคลที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนเข้าพรรคในนามแคนดิเดตนายกฯ ซึ่ง ณ วันนี้ก็อย่างเช่นพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีกระแสข่าวว่าน่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ฉะนั้น จึงมี ส.ส.จำนวนพอสมควรจากพลังประชารัฐ และอาจจะมี ส.ส.อีกส่วนหนึ่งจากประชาธิปัตย์ในภาคใต้ ย้ายเข้ามาที่พรรครวมไทยสร้างชาติ

รวมถึงพรรคอื่นๆ เช่น กรณีพรรคเดิม อย่างภูมิใจไทย ก็มีข่าวว่าอาจจะมี ส.ส.ร่วม 40 คน ย้ายมาร่วมพรรค ทำให้เราเห็นได้ว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองในสภาเปลี่ยนไปแล้ว

ในขณะเดียวกัน นอกสภาก็จะเป็นการเลือกตั้งอีกครั้งที่ผมเชื่อว่า จะเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่เข้มข้นคล้ายกับการเลือกตั้งปี 2562 ที่จะมีข้อถกแถลง การดีเบตใหญ่คือเรื่อง “เอา พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์” “เอา คสช.หรือไม่เอา คสช.” “เอาอำนาจเผด็จการ หรือเอาฝ่ายประชาธิปไตย” ซึ่งก็จะกลายเป็นข้อถกแถลงใหญ่ เพราะฉะนั้น นอกจากภูมิทัศน์ในสภาเรื่องของพรรคการเมืองเปลี่ยน ภูมิทัศน์ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน

แน่นอนว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งก็จะต้องเปลี่ยนตัวเองตามทิศทางการเมืองแบบนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นแบบนี้ เราจึงเห็นได้ว่าการเดินหน้าย้ายพรรคของ ส.ส., การไม่สนใจงานสภาก็ดี หรือแม้กระทั่งรัฐบาลเอง ก็เรียกว่าเป็นช่วงเดินหน้าเข้าสู่เส้นชัยเรียบร้อยแล้ว คงไม่สนใจที่จะริเริ่มอะไรใหม่ๆ นัก ปรากฏการณ์ครั้งนี้เราจึงเห็นได้ค่อนข้างชัดกว่าครั้งอื่นๆ นั่นเอง

ผมเชื่อว่าหลังจากนี้อีกไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ก็จะต้องรีบเปิดตัว เพราะก่อนหน้านี้ถ้าจะพูดกันอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ “ตายทางการเมืองไปแล้ว” โดยเฉพาะในช่วงที่ พล.อ.ประวิตรรักษาการอยู่กว่า 30 วัน และในช่วงที่มีเรื่องนายกฯ 8 ปี ก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมายกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าหมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์หรือยัง ควรจะลาออกไปได้แล้ว พล.อ.ประวิตรมีบทบาทเป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่า เป็นต้น

แต่สิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์คือการประชุมเอเปค 2022 พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้เวทีตรงนี้เป็นแรงส่งที่ทำให้ กลายเป็น 1 ในตัวเลือกของขั้วอุดมการณ์อนุรักษนิยม ในสนามการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไป

เชื่อว่าตรงนี้เองจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปล่อยกระแสตกเป็นระยะเวลานานกว่านี้ เพราะถ้านานกว่านี้กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์จะตก

แต่ถ้าถามว่าสภาพการเมืองตอนนี้ “ไม่ไหว” ถึงขั้นว่าควรจะยุบสภาให้จบๆ ไปดีกว่าหรือไม่ ผมว่า “การยุบสภา” เกิดขึ้นแน่นอน แต่จะไม่ใช่ตอนนี้ น่าจะไปเกิดขึ้นในช่วงปลายมีนาคม 2566 เพราะเป็นช่วงที่ใกล้ครบวาระของสภาชุดนี้ ซึ่งการที่จะไปยุบสภาช่วงนั้น ไม่ได้เป็นการที่จะยุบเพราะแรงกดดันทางการเมือง แต่เป็นการยุบเพราะเรื่อง “เทคนิคทางการเมืองที่มีความได้เปรียบ”

ประการแรกคือ ทำให้เรื่องการเลือกตั้งยืดขยายระยะเวลาออกไป จากที่ ถ้าครบวาระ 45 วัน ก็จะกลายเป็นยุบสภา 45 วัน ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการยืดขยายเวลารักษาการของรัฐบาลด้วยเช่นกัน ส่วนประการที่ 2 คือ การยุบสภาเป็นสิ่งจำเป็น ถ้ายุบแล้วจะทำให้เกิดการย่นย่อในเรื่องของการสังกัดพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งถ้าครบวาระ ต้องสังกัดพรรค 90 วัน แต่ถ้ายุบสภาก่อน ระยะเวลาดังกล่าวจะย่นย่อเหลือ 30 วัน ซึ่งทำให้ยุทธศาสตร์ของ “รวมไทยสร้างชาติ” เกิดขึ้น ผมจึงเชื่อว่าจะไปยุบสภาตอนก่อนครบวาระไม่กี่วัน เช่น 3-5-7 วัน

ทางออกสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าจะแนะนำจริงๆ คือต้องบอกว่า ให้ “พล.อ.ประยุทธ์วางมือการเมือง” เพราะถ้าเอาตามข้อเท็จจริง ท่านอยู่มาเกิน 8 ปีแล้ว เราจะเห็นได้ว่า ปัญหาความชอบธรรม การตั้งคำถามในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมีมาโดยตลอด

แต่ด้วยช่วงนี้มีกระแสแรงส่ง จากเอเปคก็ดี จากการที่ พล.อ.ประวิตรลดบทบาทลง และการเกิดขึ้นของรวมไทยสร้างชาติเป็นแรงส่งชั่วคราวให้ พล.อ.ประยุทธ์

แต่แรงส่งชั่วคราวนี้ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินหน้าต่อทางการเมืองแล้วจะเป็นประโยชน์กับตัวท่าน หรือเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ดังนั้น ท่านควรวางมือทางการเมือง จะดีที่สุด