ยิ่งบทบาท 1 พรรคพลังประชารัฐ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีความโดดเด่นในฐานะหนทางในการเลือกทางการเมืองเพียงใด
การตัดสินใจหลัง “เลือกตั้ง” ยิ่งแหลมคม
หากเริ่มต้นจาก “เหตุผล” ที่ 1 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ยกมาอ้างในการเข้าร่วม
เนื่องจาก “พลังประชารัฐ” ไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คำถามก็คือ หากผลของการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยจักต้องหันหน้าเข้าหาพรรคพลังประชารัฐ
โอกาสที่จะ “ร่วม” กันจัดตั้ง “รัฐบาล” ก็มีความเป็นไปได้
มองในทาง “ยุทธวิธี” นี่ย่อมเป็นแนวทางที่เด่นชัดที่สุดในการโดดเดี่ยวและขจัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป
ปมเงื่อนอยู่ที่คำถาม “เชิงยุทธศาสตร์” มากกว่า
ภายใน “เหตุผล’ อันเป็นข้ออ้างไม่ว่าจะมาจากปาก นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ไม่ว่าจะมาจากปาก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
“ท้าทาย” ต่อ “การถกเถียง”
สะท้อนให้เห็นว่า อย่าว่าแต่ “นักการตลาด” จะมองแต่ละปมของปัญหาเพียง “ปรากฏการณ์” โดย
ไม่หยั่งลึกถึง “ธาตุแท้” เลย
แม้แต่ “นักการเมือง” ก็อ่านเกมไม่ “ลึก” อย่างเพียงพอ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มองว่า เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สามารถที่จะจับมือได้
ไม่ว่าอยู่ “ประชาธิปัตย์” ไม่ว่าอยู่ “สร้างอนาคตไทย”
การที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มองอย่างตัดตอนจาก “รัฐประหาร”สามารถเข้าใจได้ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งที่หนุนรัฐประหาร
กระนั้น กรณีของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยังน่าสงสัย
มองอย่างเห็นในกระบวนการฐานความเป็นมา นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อาจมิได้เป็นเนื้อกษัตริย์ของพรรคไทยรักไทย
บำเหน็จการเข้าร่วมของเขาเริ่มที่ “อสมท”
ที่ อสมท นี้เอง เขาย่อมรับรู้ถึงการรุกเข้ามาของกลุ่มธุรกิจที่เคยร่วมมือกับพรรคไทยรักไทยเมื่อไม่สมหวังจึงออกสัญจร
กลายเป็น “พันธมิตร” ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จึงรับรู้รสชาติของ “รัฐประหาร” ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2557
รู้ว่า “ไผเป็นไผ” หน้าตาเป็นอย่างไร
ตระหนักเป็นอย่างดีว่าการก่อรูปของ “แนวร่วม” ประชาธิปไตยต่อต้าน“เผด็จการ” ไม่เห็นด้วยกับ “รัฐประหาร” ดำเนินมาอย่างไร
รับรู้ใน “ระนาบ” เดียวกันกับ “เพื่อไทย”
บทบาทของ นายมิ่งขวัญ แสง สุวรรณ์ บทบาทของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งแห่งปรองดองสมานฉันท์
นำร่องก่อน “การเลือกตั้ง”
เพราะการเลือกตั้งในปี 2566มีความเด่นชัดว่าจะแบ่งแยก 2 แนวแห่งการต่อสู้ออกมาอย่างชัดเจน
ไม่ต่างไปจากเมื่อปี 2562
“ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ”

