ที่เห็นและเป็นไป : สู่โหมด‘หมูไป ไก่มา’ โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

18.12.22 | 13:24 น.

ตลาดนักการเมืองกำลังเปิดการซื้อขายกันคึกคัก

ส.ส.จากพรรคหนึ่งลาออกเพื่อไปเข้าสังกัดอีกพรรคหนึ่งกันเป็นทิวแถว

นักการเมืองประเทศนี้ทอดทิ้งพรรคได้เหมือนไม่เคยรับรู้ หรือผูกพันกับอุดมการณ์ของพรรค

บ้างเป็นที่รู้กันว่า “ขายตัวเอง” ให้กับพรรคอื่นที่จ่ายให้มากกว่า บ้างเป็นที่รู้กันว่าเข้าไปซื้อเก้าอี้ในพรรคอื่นเพื่อความหวังว่าจะสามารถแสวงประโยชน์ได้มากกว่าอยู่พรรคเดิม

เหมือนนักการเมืองประเทศนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดความเชื่อหรืออุดมการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด แล้วเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรักษาและสืบสานอุดมการณ์นั้น

Advertisement

พรรคการเมืองจำนวนมาก หรือจะว่าไปคือส่วนใหญ่ก็เช่นกัน เป็นเช่นนั้น คือไม่ได้ถักทอหรือสานสร้างขึ้นด้วยแนวคิดอุดมการณ์อะไร เพียงแต่รวมตัวก่อตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ร่วมก่อตั้ง

เป็นนักการเมืองในเผ่าพันธุ์ที่ผูกประชาชนไว้ด้วยการให้ประโยชน์ด้วยวิธี “จ่ายเงินซื้อเสียง” และให้ความอุปถัมถ์ในความเป็นไปของชีวิต

ไม่ได้ผูกพันด้วยการสร้างศรัทธาในความคิดความอ่าน ความสามารถในการจัดการพัฒนาประเทศอะไร เป็น “ประชาธิปไตย” แบบ “หมูไปไก่มา” ซื้อขายแลก เปลี่ยนผลประโยชน์กันในทุกระดับความสัมพันธ์

ประเทศไทยเราประกาศว่า “ปกครองในรอบประชาธิปไตย” มาตั้งแต่ปี 2475 จนถึงวันนี้ ยาวนาน 90 ปีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงไหน

เราพูดถึงการสร้างพรรคการเมืองให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่มั่นคงมาทุกครั้งที่มีพรรคการเมืองเกิดใหม่ แต่พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองในความหมายของ “ตัวแทนอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง” ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือที่พอเห็นวี่แววของการก่อกำเนิดอยู่บ้างก็แค่ชั่วคราว ถูกทำลายหายไปอย่างรวดเร็วบ้าง หรือในที่สุดแล้วแม้จะชื่อว่า “เก่าแก่” ก็แปรเปลี่ยนไป กระทั่งไม่ต่างอะไรกับพรรคการเมืองชั่วคราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วเสื่อมทรุดสลายไป

นักการเมือง และพรรคการเมืองที่ไม่ได้ก่อร่างขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ หรือรักษาอุดมการณ์ไว้ไม่ได้เหล่านี้เองที่ก่อความอ่อนแอให้กับ “ประชาธิปไตยในประเทศของเรา”

พฤติกรรมของนักการเมือง และพรรคการเมืองที่เอา “อำนาจที่ประชาชนมอบให้” มาหาประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เป็นจุดอ่อนที่ “ฝ่ายอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย” ใช้เป็นข้อโจมตี เพื่อใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ นำพาประเทศสู่ “เผด็จการ” สืบเนื่องมาไม่จบรู้สิ้น

และเป็นต้นเหตุที่นำการพัฒนาประเทศหยุดนิ่ง หรือถอยหลังจนกระทั่งประเทศที่พัฒนามาพร้อมๆ กันล้ำหน้าไปไกลจนมองไม่เห็นทางที่จะตามทัน และเพื่อนบ้านที่เข้าสู่การพัฒนาทีหลังค่อยๆ แซงหน้าไปทีละ
ประเทศ

มีการบอกกล่าวกันว่าหากยังไม่ปฏิรูปการเมือง ให้พ้นไปจาก “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง” ในเผ่าพันธุ์แบบนี้ โอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างที่ควรจะเป็นไม่มีทางเกิดขึ้นได้

แต่รู้ทั้งรู้เช่นนั้น ประเทศกลับจัดการให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็นไม่ได้

ไม่ใช่ ไม่มีนักการเมือง และนักการเมืองที่มีความคิดเชิงอุดมการณ์ แต่กลับกลายเป็นว่า “คุณภาพ” ที่จะก่อให้เกิดการ “ปฏิรูปการเมือง” เช่นนั้น ไม่สามารถแทรกเข้ามามีบทบาทในระดับที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ที่เป็นเช่นนี้นั้น เป็นที่รู้กันว่าเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังติดกับการตัดสินใจใช้สิทธิเพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจากการ “ขายเสียง” หรือ “ทดแทนบุญคุณในระบบอุปถัมภ์” ไม่ใช้สิทธิเพื่อส่งเสริม และรักษาอุดมการณ์ที่จะประโยชน์ระยะยาวให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงวาระที่จะต้องเลือกตั้งกันทีไร “การซื้อขายในตลาดนักการเมือง” จึงคึกคัก เพราะเป็นโอกาสของการเรียกราคาสำหรับผลประโยชน์เฉพาะหน้าในทุกระดับ

พรรคการเมืองโชว์เครือข่ายเคาะกะลาเรียก “นายทุน” ที่หวังประโยชน์จากอำนาจ

นักการเมืองต่อรอง “ค่าตัว” จากพรรคการเมือง เช่นเดียวกับหัวคะแนนที่รอคอยว่า “ใครจะจ่าย หรือเปิดโอกาสในการแสวงหาประโยชน์ในระยะยาวให้มากกว่า”

ประชาชนรอคืนหมาหอน เพื่อสรุปว่า “ผู้สมัครคนไหนให้มากกว่า”

ประเทศเราจมปลัก และถูกขับเคลื่อนด้วยระบบการเมืองแบบนี้มายาวนาน

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเป็น หายนะ เป็นมะเร็งร้ายของการพัฒนาประเทศ

ไม่ใช่ไม่มีคนที่พยายามต่อสู้ให้ดิ้นหลุดจากวังวนที่นำสู่ “ความด้อยพัฒนา” เช่นนี้

และไม่ใช่เราไม่มี “นักการเมือง” หรือ “พรรคการเมือง” ที่นำเสนอทางเลือกเชิงอุดมการณ์

นักการเมือง และพรรคการเมืองที่เชื่อใน “อุดมการณ์” ว่าจะเครื่องมือพัฒนาชาติอย่างสร้างความเท่าเทียมในการอยู่ร่วมกัน ลดความเหลื่อมล้ำได้มากกว่า มีอยู่ทุกยุค ทุกสมัย กู่ตะโกนเสนอตัวมาทำงานการเมืองตลอด

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า “ความเคยชินในผลประโยชน์เฉพาะหน้า” ยังมีพลังมากกว่าที่จะกำหนดความเป็นไป

และยังช่วยกันนำพาการเมืองไทยไปในทิศทาง “ถอยหลังสู่ความด้อยพัฒนา” อยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง