หน้าแรก การเมือง อาจารย์มช. ร่...

อาจารย์มช. ร่อนจม.โวย ขอตำแหน่ง ‘ศ.’ นานที่สุดของปท. ตั้งแต่ปี’58 จนวันนี้ยังไม่ได้

16.12.22 | 13:55 น.
SONY DSC

อาจารย์มช. ร่อนจม.โวย ขอตำแหน่ง ‘ศ.’ ใช้เวลายาวนานที่สุด ตั้งแต่ปี’58 จนวันนี้ยังไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เขียนหนังสือถึง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง การขอตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้

“มาจนถึงเวลานี้เท่าที่ได้รับรู้และมีการบอกเล่ากันมา ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่ากระบวนการขอตำแหน่งศาสตราจารย์ของผมนั้นใช้เวลานานมากกว่าใคร ๆ โดยผมยื่นขอตำแหน่งดังกล่าวไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 และตราบจนกระทั่งปัจจุบัน (ธันวาคม 2565) กระบวนการดังกล่าวก็ยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด เข้าใจว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ซึ่งผมก็สงสัยว่างานทั้งหมดได้ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิครบถ้วนมาแล้วมิใช่หรือ)

ในระหว่างทางของการขอตำแหน่งมีประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาหลายด้าน ทั้งในแง่ของปัญหาระบบความรู้ การบริหารงาน ความเหมาะสมของผู้ทรงคุณวุฒิ ความมีประสิทธิภาพและความใส่ใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง หากจะต้องอภิปรายกันอย่างจริงจังแล้ว ผมสามารถใช้เวลาพูดได้เป็นวัน ๆ อย่างแน่นอน

โดยครั้งหลังสุดที่รับทราบอย่างเป็นทางการเมื่อหลายเดือนก่อนก็คือ มีจดหมายมาถึงผมให้แสดงหลักฐานการเผยแพร่ว่าได้ดำเนินการไปอย่างถูกต้องหรือไม่ ทั้งที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัยได้รับรองว่าครบถ้วนในคราวแรกที่ผมยื่นเอกสารทั้งหมดไป นี่เป็นหน้าที่ของผมหรือหน่วยงานกันแน่ ก็ในเมื่อผมยื่นทั้งหมดและได้รับการยืนยันว่าครบถ้วนแล้ว

ในตอนแรก ๆ นั้น ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่าความยุ่งยากที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผมสังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเลยทำให้กระบวนการทั้งหมดค่อนข้างล่าช้า แต่ครั้นเห็นรุ่นพี่และรุ่นน้องหลายคนซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน (และในมหาวิทยาลัยอื่น) ซึ่งยื่นขอตำแหน่งหลังผมแต่สามารถเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวไปภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าตกลงอะไรคือสาเหตุของความยุ่งยากนี้กันแน่

Advertisement

มีหลายคนเข้าใจว่าผมถูกกลั่นแกล้งอันเนื่องมาจากจุดยืน ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร เพราะส่วนตัวแล้วก็ยังเชื่อว่าในแวดวงทางวิชาการน่าจะมีประเด็นเช่นนี้น้อยกว่างานด้านอื่น ๆ แต่หลังจากเรื่องนี้ผ่านมาเป็นเวลาพอสมควร ผมก็ชักเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาเหมือนกัน อันที่จริงต่อกรณีดังกล่าว ผมเคยขอคำอธิบายทั้งจากผู้ช่วยอธิการบดี รองอธิการบดี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานในด้านนี้มาแล้ว แต่จนกระทั่งเปลี่ยนอธิการบดีเป็นคนใหม่เรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรให้เห็นมากนัก

หลายคนอาจนึกว่าหลังจากขอตำแหน่งศาสตราจารย์แล้ว ผมไม่ได้ทำงานอะไรอีก มัวแต่มาทวงถามความคืบหน้า ผมอยากเรียนให้ทราบว่าภายในระยะเวลา 7 ปี จาก พ.ศ. 2558 ผมได้ทุนวิจัยจาก สกว. 3 เรื่อง, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 2 เรื่อง, สถาบันพระปกเกล้า 1 เรื่อง, งานวิจัย 3 ชิ้นได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ (รวมถึงที่เพิ่งประกาศผลของปีนี้, ตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่ม, ดูแลวิทยานิพนธ์ประมาณ 10 เล่ม ซึ่งได้รับรางวัลและทุนทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เป็นต้น ไม่ต้องกล่าวถึงงานสอนอันเป็นภาระหน้าที่พื้นฐาน

เท่านี้ก็น่าจะพอยืนยันได้ว่าผมไม่ได้มีสภาพเป็น dead wood ซึ่งควรได้รับการเอาใจใส่จากหน่วยงานอย่างเท่าเทียมกับบุคลากรคนอื่น ๆ มิใช่หรือ

แต่ที่กล่าวมาก็อาจไม่เป็นธรรมต่ออธิการบดีในปัจจุบัน เพราะเรื่องแทบทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคสมัยของอธิการบดีคนเก่า อย่างไรก็ตาม ในฐานะของอธิการบดีก็คงปฏิเสธภาระความรับผิดชอบนี้ไปไม่ได้เช่นกัน แน่นอนว่ากระบวนการของผมจะเสร็จสิ้นลงเมื่อไหร่ก็ยังยากจะคาดเดา แต่ก็คิดว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างมากกว่าคนที่ต้องใช้เวลาในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ยาวนานที่สุดในประเทศไทย (และอาจรวมถึงในโลกนี้ด้วยก็ได้) อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประเด็นสุดท้ายที่ใคร่ขอแจ้งให้อธิการบดีทราบก็คือ หากภายหลังจากขึ้นปีใหม่ 2566 แล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนเกิดขึ้น ผมก็จะใช้กระบวนการทางศาลในการจัดการกับเรื่องนี้ ต้องสารภาพว่าโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเบื่อกับเรื่องนี้มามากจนเกินพอ แต่นั่นแหละจะให้ไปขอ ศ. คลินิก หรือ ศ. ปฏิบัติ ก็พ้นไปจากความรู้ความสามารถของผม

ด้วยความปรารถนาดี
สมชาย ปรีชาศิลปกุล