หน้าแรก การเมือง การศึกษาต้องป...

การศึกษาต้องปฏิรูปนอกกรอบคิดอนุรักษนิยม โดย โคทม อารียา

18.12.22 | 14:00 น.

มีการปฏิรูปสองเรื่องที่คิดว่าสำคัญ คนที่คิดเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามีแต่ผม แต่น่าจะรวมถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ด้วย สองเรื่องนั้นคือเรื่องการปฏิรูปตำรวจ และเรื่องการปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปตำรวจเคยเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมีอำนาจเต็มที่ภายหลังการรัฐประหารปี 2549 แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ต่อมา กรธ.ได้เขียนรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไว้สองมาตรา คือ มาตรา 258 ง. (4) ที่บัญญัติให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ และมาตรา 260 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี แต่ผู้สังเกตการณ์อาจมองว่า เขียนรัฐธรรมนูญอย่างดี แต่ไม่เกิดผล ปัจจุบันมีข่าวที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตำรวจอยู่บ่อยๆ เช่น การซ้อมทรมานโดยใช้ถุงดำบ้าง การขู่กรรโชกว่าจะตั้งข้อหายาเสพติดบ้าง การให้สัญชาติอย่างมีพิรุธบ้าง ฯลฯ สรุปก็คือ ผู้มีอำนาจหน้าที่ยังไม่เอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปตำรวจสักที

เรื่องที่สองที่ควรปฏิรูปอย่างเร่งด่วนคือเรื่องการศึกษา กรธ.ได้เขียนรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไว้สองมาตราเช่นกัน คือ มาตรา 258 จ. ที่บัญญัติให้ (1) ดูแลเด็กเล็กให้สมวัย (2) ดำเนินการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และพัฒนาคุณภาพครู ภายในหนึ่งปี (3) มีกลไกคัดกรองครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู (4) ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด จากนั้นมีการสำทับไว้ในมาตรา 261 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระภายใน 60 วัน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 2 ปี แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าปฏิรูปไปถึงไหน จึงมีเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกชื่อกลุ่มของตนเป็นการประชดว่า นักเรียนเลวŽ ที่ออกมาขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยขอให้ถือนักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างจริงจัง

จะว่า คสช.ไม่สนใจในเรื่องนี้ก็ไม่เชิง เรื่องแรกๆ ที่ คสช.สนใจคือการปลูกฝังค่านิยมให้นักเรียน โดย คสช.มีนโยบายให้ปลูกฝังค่านิยมหลักของคนไทย และได้สั่งให้ติดประกาศค่านิยม 12 ประการไว้ตามโรงเรียน ซึ่งมีความโดยย่อว่า 1) มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน 3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ 4) ใฝ่หาความรู้ 5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 6) รักษาความสัตย์ เผื่อแผ่และแบ่งปัน 7) เรียนรู้การเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง 8) เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 9) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ 10) รู้จักใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 11) มีความเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 12) คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง

แม้ว่า คสช.จะมีอำนาจมาก แต่การสั่งการให้คนไทยมีค่านิยมตามแบบฉบับ คสช. 12 ประการไม่ประสบความสำเร็จ ผู้คนได้ลืมๆ เลือนๆ ไปแล้วว่า 12 ประการมีอะไรบ้าง

Advertisement

มาถึงปัจจุบัน รัฐบาลที่รับสืบทอดอำนาจจาก คสช. ก็เกิดความคิดใหม่ สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงเพื่อแยกวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในเรื่องนี้ อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานชี้แจงว่า เป็นไปตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นชาติ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและของโลก เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานŽ เพื่อเป็นแนวทางให้สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการศึกษาหลายคน เช่น จากสมพงษ์ จิตระดับ ที่วิจารณ์ว่า การแยกวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเพื่อสร้างความรักชาตินั้น เป็นการบังคับให้เด็กนักเรียนรักชาติ ซึ่งผิดหลักการทางการศึกษา และเหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์วิชาเดียว ไม่ปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

เรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนซึ่งเป็นแก่นสารของการปฏิรูปการศึกษานั้น มิใช่เรื่องใหม่ นักวิชาการชาวต่างประเทศหลายคนได้เสนอวิธีการต่างๆ หลากหลายวิธี ในที่นี้จะขออ้างอิงถึงหนังสือ ห้องเรียนเปลี่ยนวัฒนธรรมŽ ที่เขียนและเรียบเรียงโดย อวยพร เขื่อนแก้ว โดยสังเขป

1) การศึกษาแนววอลดอร์ฟ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นักปรัชญามนุษยนิยมชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ รูดอล์ฟ สไตนเนอร์ (ค.ศ.1861-1925) ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นที่ประทับใจต่อเจ้าของโรงงานบุหรี่ วอลดอร์ฟ อาสโทเรียŽ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองชตุทการ์ท ของเยอรมนี จึงได้ทาบทามสไตนเนอร์ให้มาสร้างโรงเรียนสำหรับลูกหลานคนงาน โรงเรียนวอลดอร์ฟจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1919 มีนักเรียน 256 คน

หลักการสำคัญของการศึกษาแนววอลดอร์ฟได้แก่ 1) ความสมดุลของ กาย วิญญาณ (ความคิด ความรู้สึก และความมุ่งมั่น) และจิตวิญญาณ (จินตนาการ แรงบันดาลใจ และญาณทัศนะ) 2) การเติบโตของปัจเจกบุคคลเพื่อรับใช้สังคม 3) หลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับแต่ละช่วงพัฒนาการของเด็ก 4) ผสานศิลปะและดนตรีเข้ากับทุกเนื้อหาวิชา และให้มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้แบบองค์รวม การเรียนรู้ผ่านจินตนาการ 5) ครูมีอิสระในการสอนอย่างสร้างสรรค์ 6) ความสัมพันธ์คือฐานสำคัญของการเรียนรู้ 7) เด็กจะต้องเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย 8) ครู คนทำงาน และผู้บริหารจะต้องเติบโตทางจิตวิญญาณด้วย

2) การศึกษาแนวมอนเตสโซรี

มาเรีย มอนเตสโซรี (ค.ศ.1870-1950) เป็นแพทย์หญิงคนแรกๆ ของอิตาลี ในยุคสมัยที่สังคมยังไม่ยอมรับความสามารถของผู้หญิง เธอสังเกตชีวิตของเด็กพิเศษและคนไข้ในคลินิกจิตเวช แล้วจึงสร้างอุปกรณ์เพื่อพัฒนาประสาทสัมผัสมาใช้กับเด็กพิเศษ เธอเห็นว่าโรงเรียนมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก เธอจึงไปเรียนต่อด้านการศึกษา และได้พัฒนาแนวคิดที่จะผสานจิตวิทยา การศึกษาและมานุษยวิทยาเข้าด้วยกัน แล้วทดลองใช้ในการสอนของตนเมื่อมีโอกาสได้รับเชิญไปสอนเด็กยากจน ต่อมาในปี ค.ศ.1907 เธอได้เปิดบ้านสอนเด็กยากจนที่กรุงโรม ที่เป็นเสมือนห้องทดลองให้เด็กเรียนรู้ให้ดีที่สุด เธอเรียกการทดลองของเธอว่า การศึกษาเพื่อชีวิตŽ โดยเสนอว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เกิดเฉพาะในห้องเรียน การเรียนรู้ต้องอยู่ในชีวิตของพวกเขา

หลักการสำคัญของการศึกษาแนวมอนเตสโซรี ได้แก่ 1) การเคลื่อนไหวของร่างกาย (ยก ย้าย ดึง ผลัก) สำคัญต่อการเรียนรู้ 2) อิสระในการใช้ชีวิตสัมพันธ์กับการเรียนรู้และสุขภาวะที่ดี 3) การมีสมาธิช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก 4) เด็กจะเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ 5) ไม่มีการลงโทษและให้รางวัล 6) ให้ความสำคัญแก่การเรียนรู้ร่วมกันและจากกันและกัน 7) เด็กจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นถ้าสิ่งที่เรียนนั้นเกี่ยวโยงกับชีวิตจริง 8) ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก 9) การจัดระเบียบสิ่งแวดล้อมเป็นประโยชน์ต่อเด็ก

3) การศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์

จิฑฑุ กฤษณมูรติ (ค.ศ.1895-1986) เป็นผู้เสนอแนวคิดเรื่องการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ เขามีชีวิตในช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์ ได้เห็นทั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง และได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขาเห็นว่าการศึกษาควรช่วยให้คนเข้าใจตนเอง เมื่อเข้าใจความกลัวก็จะหมดไป หากไม่เข้าใจ ความกลัวจะแสดงออกด้วยการอวดตัว ก้าวร้าว ทะเยอทะยาน ฯลฯ การศึกษาควรช่วยให้เราทำลายความคิดแบ่งแยกเป็นชนชาติและชนชั้น จุดประสงค์ของการศึกษาคือการสร้างมนุษย์ที่เป็นอิสระและรู้เท่าทันตนเอง

เวลาไปเยี่ยมโรงเรียน เขาท้าทายให้นักเรียนออกจากกรอบโครงสร้างสังคมและค่านิยมที่โรงเรียน พ่อแม่และผู้นำการเมืองติดกับอยู่ พวกเขาเหล่านี้ต้องการส่งผ่านค่านิยมเรื่องการแสวงหาเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ เขาบอกว่าเด็กต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการสังเกตและการฟัง การอยู่กับความเงียบและธรรมชาติ การฝึกสมาธิ การเรียนรู้เช่นนี้จะทำให้เด็กมีความใส่ใจ รักตนเอง รักผู้อื่น และรักธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้พวกเขาพบปัญญาและอิสรภาพภายใน

4) การศึกษาเพื่อความเป็นไท

ผู้อ่านคงรู้จักกับนักการศึกษาชาวบราซิลที่ทำงานเพื่อคนยากจนคนนี้บ้างแล้ว เขาชื่อเปาโล เฟรเร (ค.ศ.1921-1997) หนังสือเล่มที่รู้จักกันดีของเขาชื่อ การศึกษาเพื่อผู้ถูกกดขี่Ž เขาเห็นว่าระบบการศึกษาของรัฐมีส่วนทำให้เกิดการกดขี่คนยากจน โดยเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองและชนชั้นนำที่ใช้ควบคุมให้ผู้เรียนสยบยอมต่ออำนาจรัฐ เขาเห็นว่าหนทางที่จะแปลงเปลี่ยนความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นต้องทำผ่านกระบวนการศึกษา โดยต้องสร้างจิตสำนึกว่า มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตนเอง สิ่งแวดล้อมและสังคมได้

เขาสนใจการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ที่ยากจนและไม่รู้หนังสือ พวกเขาจะสามารถเข้าใจตนเองและโลกผ่านการวิเคราะห์และการแลกเปลี่ยนกับคนอื่นที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน เทคนิคคือการปลุกจิตสำนึกให้ลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาความไม่เป็นธรรมอย่างเป็นเหตุเป็นผล ในการสอนการอ่านการเขียนให้ผู้ใหญ่นั้น ครูไม่สอนให้ท่องจำ ไม่สอนให้เขียนพยัญชนะแล้วเอาสระมาผสม แต่จะเริ่มจากการพูดคุยเรื่องปัญหาการกดปัญหาราคาผลผลิตการเกษตร ค่าเช่าที่ดินที่สูง ค่าแรงในโรงงานที่ต่ำ ฯลฯ จากนั้นก็ช่วยกันวิเคราะห์ที่มาของการกดขี่ แล้วจึงให้ผู้เรียนหัดอ่าน หัดเขียนคำ เช่น การกดขี่ นายทุน ฯลฯ การอ่านเขียนเป็นการปลุกจิตสำนึกไปในตัว

5) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เพื่อการเปลี่ยนแปลง

เควกเกอร์เป็นชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไป แต่ชื่อที่เป็นทางการคือ สังคมทางศาสนาของบรรดาเพื่อน (Religious Society of Friends) เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก่อตั้งขึ้นในอังกฤษในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ต้องอาศัยสื่อกลางในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ซึ่งเป็นการท้าทายองค์กรศาสนาโดยตรง พวกเขาส่วนหนึ่งจึงต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาและไปมีบทบาทสำคัญในการล้มเลิกระบบทาส พวกเขามุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสันติภาพและความเท่าเทียมกัน

ในส่วนของทฤษฎีการเรียนรู้ พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์มีความดีงามอยู่ในตัวและโดยธรรมชาติ มีความต้องการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ในห้องประชุมภาวนาของชาวเควกเกอร์ จะไม่มีรูปพระเยซู และไม่มีใครมาเทศน์หรือนำพิธีกรรม ทุกคนจะนั่งหรือยืนล้อมวงเป็นรูปวงกลม บ่งบอกถึงความสัมพันธ์แนวระนาบที่ทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน ในการทำงานเพื่อสังคม พวกเขาจะเน้นการฟัง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมหรือความรุนแรง และเรียกเทคนิคนี้ว่าการฟังด้วยใจหรือการฟังอย่างลึกซึ้ง

6) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

การเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่จะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อตั้งอยู่บนฐานของการแก้ไขปัญหาที่มาจากชีวิตจริงของพวกเขา และต้องเชื่อมั่นว่าผู้เรียนมีสติปัญญาและความสามารถที่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้

การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์มีสี่ขั้นตอนหลักๆ ได้แก่ 1) การบอกเล่าประสบการณ์ 2) การทบทวนประสบการณ์เพื่อให้ได้บทเรียน (reflection) 3) การสร้างหลักการโดยอาศัยประสบการณ์เฉพาะ เพื่อนำไปใช้อธิบายประสบการณ์อื่น (generalization) 4) การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตหรือการทำงาน

7) การศึกษาตลอดชีวิต

ศักรินทร์ ชนประชา ได้ศึกษาเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต และสรุปว่าการศึกษาตลอดชีวิตมีความจำเป็นสำหรับผู้คนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมขนานใหญ่ อันเนื่องมาจากการปฏิวัติดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการผลิต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น จึงควรจัดให้มีระบบการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 ในมาตรา 4 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตลอดชีวิต ว่าหมายถึงการศึกษาที่เป็นการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จึงควรปฏิรูประบบการศึกษาในโรงเรียน โดยเปลี่ยนมาเป็นการศึกษานอกโรงเรียนให้มากขึ้นตามที่ อีวาน อิลลิค เคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ โยนโรงเรียนทิ้งไปŽ (Deschooling Society ค.ศ.1971) และหันมาใช้สื่อต่างๆ รวมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนรู้ให้มากขึ้น พร้อมกันนั้น รัฐควรส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วย เช่นให้เงินอุดหนุนครึ่งหนึ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้ด้วยวิธีของตนเองนอกระบบโรงเรียนปกติ

ฉ) ระบบการศึกษาของฟินแลนด์

ระบบการศึกษาปัจจุบันในประเทศฟินแลนด์ ประกอบด้วย 1) โปรแกรมรับเลี้ยงเด็ก (สำหรับทารกและเด็กวัยหัดเดิน) จนถึงเด็ก ก่อนวัยเรียนŽ หนึ่งปี (หรือโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กวัย 6 ขวบ) 2) โรงเรียนระดับพื้นฐานภาคบังคับเก้าปีจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (เริ่มอายุเจ็ดขวบและสิ้นสุดเมื่ออายุสิบหกปี) 3) โรงเรียนหลังมัธยมศึกษาตอนต้น แบ่งเป็นสายวิชาการและสายอาชีวศึกษา 4) อุดมศึกษา (มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์) และ 5) การศึกษาตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ใหญ่

ยุทธศาสตร์การศึกษาของฟินแลนด์คือ ความเสมอภาคและความเป็นเลิศด้านการศึกษา บนพื้นฐานของการสร้างระบบโรงเรียนที่นักเรียนมีการเลือก และมีการติดตามนักเรียน สำหรับนักเรียนในระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการแพร่กระจายโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนมีโรงเรียนใกล้บ้านของพวกเขาถ้าทำได้ หากทำไม่ได้ เช่น ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ก็จัดบริการรับ-ส่งฟรีไปยังโรงเรียน รวมถึงยุทธศาสตร์การศึกษาพิเศษในห้องเรียน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำ

ความสำเร็จของระบบการศึกษาของฟินแลนด์ที่วัดจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยการเปรียบเทียบระหว่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งมาจากครูที่มีความสามารถสูง และความเป็นอิสระในการริเริ่มสร้างสรรค์ของโรงเรียน

เนาว์-เสาวนีย์ สังขาระ นักผลิตรายการสารคดีอิสระ และผู้ก่อตั้งพื้นที่เรียนรู้ สวนศิลป์บินสิž เธอคือผู้มีความฝันอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม และมีความหวังว่าในสักวันระบบการศึกษาจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ เนาว์ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำสารคดีพร้อมกับโจทย์ใหม่ในใจ เธอใช้เวลาฝังตัวอยู่ในครอบครัวแถบสแกนดิเนเวีย เพื่อทำความเข้าใจระบบการศึกษาและระบบสนับสนุนต่างๆ ของประเทศเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง และกลับมาพร้อมประสบการณ์และบทเรียนที่มีคุณค่า เนาว์บอกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่วยให้เธอมองโลกในมุมใหม่ และหันกลับมาทบทวนเป้าหมายและทิศทางของตัวเองด้วย

เรามักจะพูดกันว่าโรงเรียนทางเลือกเป็นโรงเรียนของชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง แต่อันที่จริง โรงเรียนทางเลือกที่ไปดูมาในอินเดีย เกาหลีใต้ และออสเตรีย มีทั้งโรงเรียนสำหรับจัณฑาล เด็กข้างถนน ผู้หญิง คนแก่ คือหลากหลายไปหมด แต่ว่าในกรณีของประเทศไทย อาจดูเป็นเรื่องของชนชั้นกลาง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรจะต้องมีอะไรที่ทำให้เกิด ความเท่าเทียมž มากกว่านี้ ให้คนกลุ่มใหญ่เข้าถึงได้มากกว่านี้

เนาว์เลยเริ่มมองเรื่องรัฐสวัสดิการ การจัดการศึกษาโดยรัฐให้เท่าเทียม แล้วก็ต้องมองไปที่สแกนดิเนเวีย พื้นที่ที่เขาว่ากันว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุด มีรัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากไปเห็นคือเรื่องของบ้าน เพราะคิดว่าแค่โรงเรียนมันไม่พอ ก่อนที่จะส่งเด็กไปโรงเรียน ฐานของครอบครัวหรือพ่อแม่สำคัญมาก เด็กโตมาอย่างไรก่อนเขาจะเข้าโรงเรียน หรือว่าเด็กกลับมาบ้านแล้ว บ้านเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงกลายมาเป็นโจทย์ว่า บ้าน โรงเรียน รัฐสวัสดิการ สามสิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียน

จากสิ่งที่เนาว์เคยอ่าน เคยจินตนาการไว้ พอได้ไปอยู่กับครอบครัวสแกนดิเนเวีย ได้เห็นของจริงว่าการศึกษาและคุณภาพชีวิตของคนที่เท่าเทียมจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร เนาว์ร้องไห้เลย ร้องไห้โฮ เพราะพอมองกลับมาที่ประเทศไทยแล้วมันจะสามารถเป็นแบบนี้ในรุ่นของเราได้หรือเปล่า

การปฏิรูปการศึกษามีหลักการให้พิจารณาอย่างหลากหลาย ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว หลายประเทศได้ดำเนินการปฏิรูปมาหลายทศวรรษแล้ว กรธ.ที่ร่างรัฐธรรมนูญคงอยากเห็นการปฏิรูปที่เอาจริงเอาจังเสียที แต่ก็เป็นความพยายามที่สูญเปล่ากระมัง เอกชนได้สร้างโรงเรียนทางเลือกเพื่อเป็นตัวอย่างของการปฏิรูป น่าเสียดายที่ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ส่วนโรงเรียนของรัฐที่มีงบประมาณรองรับ ทำอย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างมีประสิทธิผล

ผมไม่อยากฝากความหวังไว้กับรัฐบาล ที่ผู้นำยังพูดถึงบรรพบุรุษของคนไทยที่อพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอยู่เลย แถมยังเชื่อว่าจะเสกค่านิยมของคนไทยได้ง่ายๆ โดยกำหนดแล้วว่ามี 12 ประการ และควรสอนประวัติศาสตร์ฉบับที่เชิดชูความเสียสละของบรรพบุรุษเพื่อปลุกกระแสความรักชาติอยู่

การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจ ผู้มีอำนาจมักพูดว่าได้กระจายอำนาจไปยังโรงเรียนต่างๆ แล้ว ได้ถือนักเรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ โรงเรียนมักมองมาที่กระทรวงศึกษาธิการ คอยสังเกตว่า เจ้านายŽจะว่าอย่างไร ผมจึงคิดว่าเราปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ เพราะวนเวียนอยู่กับอุดมการณ์อนุรักษนิยมของบรรดาข้าราชการและผู้มีอำนาจนั่นเอง จึงขอเสนอแบบประชดประชันว่า ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีความหมายว่ากระทรวงผู้เป็นใหญ่ด้านการศึกษาแล้วละก็ เราควรเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงบริการการศึกษาŽ จะดีไหม