กลยุทธ์ เขย่าขวัญ ‘แลนด์สไลด์’ การเมือง ครูใหญ่ ภูมิใจไทย

19.12.22 | 12:09 น.

กลยุทธ์ เขย่าขวัญ

‘แลนด์สไลด์’ การเมือง

ครูใหญ่ ภูมิใจไทย

เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยในการเปิดยุทธการให้ 30 กว่า ส.ส.ยื่นใบลาออกจากสมาชิกภาพแห่ง ส.ส.มีความแจ่มชัด

นั่นก็คือ สำแดง “พลัง” เปล่ง “พลานุภาพ”

Advertisement

เพราะเฉพาะหน้าก็คือ บรรดาอดีต ส.ส.เหล่านั้นต่างพาเหรดกันเข้าพรรคภูมิใจไทย เขียนใบสมัคร น้อมรับการสวมใส่ “เสื้อ”

จาก “หัวหน้า” จาก “เลขาธิการ”

ภาพแห่งความชื่นมื่น ไม่ว่าจะมองจากหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมองจากเลขาธิการพรรค ไม่ว่าจะมองจากอดีต ส.ส.

เห็นชัด ถนัดตา

คำถามที่ตามมาอย่างฉับพลันทันใดก็คือ ยุทธการนี้ของพรรคภูมิใจไทยมี “เป้าหมาย” ใดอีกนอกเหนือจากสำแดงพลัง

ต้องการ “สื่อ” ไปยังใคร พรรคการเมืองใด

หากประเมินจากบทสรุปโดยประสบการณ์และความจัดเจนของวิศวกรการเมืองระดับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ต้องการตอก “เสาเข็ม”

เพราะหากการเมืองไม่มีการตอกเสาเข็มอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงโอกาสที่จะเกิด “ดินถล่ม” ก็ย่อมจะตามมา

กลายเป็น “อันตราย” ก่อให้เกิด “ผลเสีย”

การนำเอา “เสาเข็ม” มาวางเรียงอยู่กับ “แลนด์สไลด์” แม้จะมองในแง่ของวิศวกรก่อสร้าง แต่ก็มากด้วยความอ่อนไหว

อ่อนไหวต่อ “ยุทธศาสตร์” แลนด์สไลด์

ยิ่งติดตามคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาด้วยเสียงหัวร่อครืนจากกรรมการบริหารพรรคอื่นๆ

ยิ่งเด่นชัดว่าเป็นการ “สื่อ” ไปยังพรรคการเมืองใด

จำเป็นต้องเข้าใจการกำหนดยุทธการไปตามความเป็นจริง เพราะความคิดนี้มิได้มาจากความริเริ่มของหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค

หากแต่มาจาก “ครูใหญ่” ของ “ภูมิใจไทย”

นี่ย่อมเป็นความต่อเนื่องจากปรากฏการณ์วันคล้าย “วันเกิด” ที่บุรีรัมย์ที่มีแฟนานุแฟนจากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วม

ทั้ง “พลังประชารัฐ” ทั้ง “ประชาธิปัตย์”

มีคำถามถึงบรรดา ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ส.ส.จากพรรคก้าวไกล และ ส.ส.จากพรรคเพื่อชาติ พรรคเศรษฐกิจไทย

จึงเกิด “ปฏิบัติการ” ก่อน 16 ธันวาคม ขึ้น

เป็นปฏิบัติการแห่งการสำแดงพลังอันเปี่ยมด้วยพลานุภาพ อึกทึกครึกโครมในท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบตุ๊ต๊ะต้วมเตี้ยม

ท่วงทำนอง “รวมไทยสร้างชาติ” อันแสนคลาสสิก

หากมองปฏิบัติการยื่นใบลาออกของ 30 อดีต ส.ส.จากทั้งด้านพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะสัมผัสได้ถึงเป้าหมาย

“เพื่อไทย” และ “รวมไทยสร้างชาติ”

เป็นการตั้งคำถามไปยังเป้าหมาย “แลนด์สไลด์” เป็นการเปรียบเทียบไปยังจังหวะก้าวแห่งความเป็นสถาบันการเมืองของอดีต “ประชาธิปัตย์”

จึงเห็นเลือดหยดตลอด 2 รายทาง