สิ่งที่ได้ลงมือกระทำย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์สถานการณ์ที่ดำรงอยู่ได้ชัดเจน ยิ่งว่าคำพูดหรือความคิด
ขณะที่รัฐบาลออกมาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ทำนองความตกต่ำในระยะที่ผ่านมาได้ลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว ทิศทางกราฟขยับในทิศทางค่อยๆผงกหัวขึ้น
สภาพที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีในฤดูการผลิต 2559/2560 หรือการจำนำยุ้งฉาง ประกอบด้วย ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกเหนียวสำหรับข้าวหอมปทุมธานี
ทั้งวงเงินสินเชื่อ ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ค่าฝากเก็บในยุ้งฉางชาวนา เบ็ดเสร็จกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เป็นความช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวจากราคาผลผลิตต่ำกว่าอย่างหนัก และเพิ่มพลังการจับจ่ายใช้สอยของคนฐานราก ผลักดันเม็ดเงินมาหมุนระบบเศรษฐกิจ
ไม่กี่วันก่อน ครม.ออกอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าโดยตรงให้กับผู้มีรายได้น้อย 5 ล้านคน ที่มาลงทะเบียนกับทางการไว้เมื่อกลางปี
ใครมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 3 หมื่นบาท รับไป 3,000 บาท
ส่วนรายที่เกิน 30,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับ 1,500 บาท เริ่มจ่าย 1 ธันวาคมนี้
รัฐบาลเรียกว่าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ
เป็นการให้เปล่า จากก่อนหน้านี้จ่ายช่วยเหลือชาวนาผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 3 ล้านคน
ทั้่งสองส่วนจัดงบประมาณไปอีก 1.6 หมื่นล้าน
รัฐบาลบอกเองว่า จากนี้จะยังทยอยออกอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจออกมาอีก เพียงแต่ระหว่างนี้ขออุบไว้ก่อน
เป็นความจริงต้องยอมรับ ในภาวะเศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพยากลำบาก เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ครั้นพึ่งการบริโภคกำลังซื้อก็มีไม่เพียงพอ
การลงทุนภาคเอกชนที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ให้ผู้คน ก็ยังอยู่ในภาวะชะงักงัน
เลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลต้องเป็นตัวหลักในการกระตุ้น และทุกรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่เจอแรงกดดันก็ทำมาโดยตลอด
เรื่องข้าว ไม่ว่าประกันราคา รับจำนำ หรือมาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก
การแจกเงิน ไม่ว่าจะเป็น “เช็คช่วยชาติ”ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างก็อยู่บนหลักการ เป้าหมายเดียวกัน
“ประชารัฐ” หรือ “ประชานิยม” จึงไม่แตกต่าง
สิ่งที่ลงมือกระทำลงไป จึงพิสูจน์ได้ยิ่งกว่าจะใช้คำเรียกขานอย่างไร
ในเมื่อไม่ชอบบิดเบือน แล้วไปบิดให้มันเบี้ยวทำไม

