พลันที่ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้าดำรงตำแหน่งเป็น “เลขาธิการ” นายกรัฐมนตรี
“สถานะ” ก็ “แปรเปลี่ยน”
โดยความเข้าใจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แปรเปลี่ยนจากที่เคยเป็น “ที่ปรึกษา” เข้าไปอยู่ในฐานะ “เลขาธิการ” นายกรัฐมนตรี
เรียกขานล่วงหน้าว่าเป็นนายกฯ “น้อย”
ดำรงอยู่เหมือน นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ในยุค นายชวน หลีกภัย ดำรงอยู่เหมือน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
ในยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เล่นบทเป็น “เลขานุการ” เต็ม “รูปแบบ”
เพียงแต่เมื่อทำงานให้นายกรัฐมนตรีมีชื่อเป็น “เลขาธิการ”หากทำงานให้รัฐมนตรีก็เรียกขานเป็น “เลขานุการ”
การแปรเปลี่ยนครั้งนี้ทรงความหมาย
สังคมถูกปรุงแต่งด้วยการเทียบตำแหน่ง “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ให้อยู่ในระนาบเดียวกันกับที่มีการยกย่องนายกฯ “น้อย”
เหมือนกับยุค น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
แต่มองข้ามยุค นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และมองข้ามยุคนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ทำงานให้ นายทักษิณ ชินวัตร
กระทั่งมองข้าม “สถานะ”นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
นั่นก็คือ มองเห็นแต่ด้านอันเคยเป็น “ที่ปรึกษา” นายกรัฐมนตรี หากแต่มองข้ามการดำรงอยู่ในฐานะ “หัวหน้าพรรค” ไป
ทั้งๆ ที่เป็นหัวหน้าพรรค “รวมไทยสร้างชาติ”
การแต่งตั้งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติให้ดำรงตำแหน่งเป็น “เลขาธิการ” นายกรัฐมนตรีจึงมากด้วยความแหลมคม
แหลมคมต่อ “ช่วงชั้น” และ “ความสัมพันธ์”
คล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เกียรติและมอบความไว้วางใจให้กับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นอย่างสูง
ตั้งอยู่ในฐานะเป็น “มือขวา”
เมื่ออยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ “นายกรัฐมนตรี” ก็เท่ากับเป็นตัวแทนและวางใจได้ไม่แตกต่างไปจาก “เจ้านาย”
ลืมคิดไปว่า “สถานะ” ทางสังคมคืออะไร
ลืมคิดไปว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค ศักดิ์ศรีไม่ต่างไปจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ นายเสกสกล อัตถาวงศ์
เมื่อมองจากความจัดเจนของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ก็น่าใจหาย ยิ่งมองจากความจัดเจนของ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ยิ่งน่าเป็นห่วง
เป็น “บำเหน็จ” แห่ง “ทุกขลาภ”โดยแท้
ชะตากรรมที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ดำเนินไปอย่างเป็นตัวอย่างของการจัดวางความสัมพันธ์ในทางการเมือง
กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อาจจะแตกต่างไปจาก นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อยู่บ้าง อาจจะแตกต่างไปจาก นายธนกร วังบุญคงชนะ อยู่บ้าง
แต่น่าชโยโห่ร้องหรือไม่ ยังเป็นคำถาม

